รับสมัครนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2553
 
หน้าหลัก มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น
 
 
กรอกใบสมัครออนไลน์
 
 

ปัญหาและความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของบุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น

   เอกสาร : ไม่มี

เมื่อ : 29 พ.ย. 2007 - 17:59:08 - มีคนดู 564 ครั้ง
ประเภท : งานวิจัย
โดย : นายพิเชษฐ์ นายอภิชัย
 

 

ปัญหาและความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน
ของบุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น


นายพิเชษฐ์ ศิริรัตนไพศาลกุล
นายอภิชัย สมนาม

 

 

ฝ่ายวิชาการ
มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น
กรกฏาคม 2549

กิตติกรรมประกาศ

 การวิจัยครั้งนี้สำเร็จลงได้ด้วยดีด้วยการสนับสนุนทุนวิจัยจากวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น คณะผู้วิจัย ขอกราบขอบพระคุณคณะผู้บริหารวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นไว้ ณ โอกาสนี้
 กราบขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์บุญส่ง นิลแก้ว อธิการบดีวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ที่กรุณาให้คำชี้แนะทั้งเรื่องแนวคิดในการทำวิจัย ตลอดจนการตรวจสอบเครื่องมือวิจัย จนทำให้งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลงได้ด้วยดี
 ขอขอบพระคุณ คุณหนึ่งฤทัย บุญญานพคุณ นักวิจัยอิสระ ที่กรุณาให้คำชี้แนะ ตลอดจนช่วย สังเคราะห์ข้อมูลวิจัย
 ขอขอบคุณบุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นทุกคน และนักศึกษาช่วยงาน ที่ได้สละเวลาอันมีค่า ให้กับการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัยครั้งนี้
   คุณค่าทั้งมวลอันเกิดขึ้นจากการศึกษาวิจัยครั้งนี้ขอมอบแด่ผู้มีพระคุณดังรายนามข้างต้น ด้วยความจริงใจ
        นายพิเชษฐ์ ศิริรัตนไพศาลกุล
                 นายอภิชัย สมนาม
  

 


ชื่องานวิจัย  ปัญหาและความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของบุคลากร
วิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น

ชื่อผู้วิจัย  นายพิเชษฐ์ ศิริรัตนไพศาลกุล
   นายอภิชัย สมนาม

บทคัดย่อ
 
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบปัญหาและความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของ บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น กลุ่มประชากรคือ บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นจำนวน 96 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถาม เรื่อง “ปัญหาและความคิดเห็นเกี่ยวกับ การปฏิบัติงานของบุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น”
  ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาที่มีผลกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติงานของบุคลากร มากที่สุดได้แก่ ปัญหาด้านเงินเดือนและสวัสดิการ รองลงมาได้แก่ ปัญหาด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ในการทำงาน ปัญหาด้านนโยบาย ปัญหาด้านสภาพการทำงานและลักษณะงาน และปัญหาด้านสถานที่ ตามลำดับ ในขณะที่บุคลากรมีความคิดเห็นต่อ อธิการบดี รองอธิการบดี และคณบดีโดยภาพรวม อยู่ในเกณฑ์ที่พึงพอใจ โดยเห็นว่าผู้บริหารทั้งสามระดับดังกล่าวมีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง ทางการบริหาร

 

สารบาญ

           หน้า
กิตติกรรมประกาศ         ค
บทคัดย่อ          ง
บทที่ 1  บทนำ
  ที่มาและความสำคัญของปัญหา      1
  วัตถุประสงค์การวิจัย       3
  ขอบเขตการวิจัย        3
  นิยามศัพท์เฉพาะ       4
  ประโยชน์ที่ได้รับ       4
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับขวัญและกำลังใจ    5
ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน   12
ระบบการปฏิบัติงานวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น    15
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง       20
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย
  ประชากร        23
  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย       23
  การเก็บรวบรวมข้อมูล       24
  การวิเคราะห์ข้อมูล       24
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล        25
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
  สรุปผลการวิจัย        71
  อภิปรายผล        74
  ข้อเสนอแนะ        79
บรรณานุกรม          81
ภาคผนวก
  แบบสอบถามเพื่อการวิจัย      84
ประวัติผู้เขียน          ....
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สารบาญตาราง

           หน้า

 
ตารางที่ 1  แสดงจำนวนและร้อยละของบุคลากรจำแนกตามเพศ    26
ตารางที่ 2  แสดงอายุต่ำสุด อายุสูงสุด อายุเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของอายุ  26
    ของบุคลากร
ตารางที่ 3  แสดงจำนวนและร้อยละของบุคลากรจำแนกตามสถานภาพ   27
ตารางที่ 4  แสดงจำนวนและร้อยละของบุคลากรจำแนกตามที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน  27
ตารางที่ 5  แสดงจำนวนและร้อยละของบุคลากรจำแนกตามระดับการศึกษา   28
ตารางที่ 6  แสดงระยะเวลาทำงานต่ำสุด ระยะเวลาทำงานสูงสุด ระยะเวลาทำงานเฉลี่ย  28
                  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระยะเวลาทำงาน ของบุคลากร
ตารางที่ 7  แสดงจำนวนและร้อยละของบุคลากรจำแนกตามตำแหน่ง    29
ตารางที่ 8  แสดงจำนวนและร้อยละของบุคลากรจำแนกตามฝ่าย    29
ตารางที่ 9  แสดงจำนวนและร้อยละของบุคลากรจำแนกตามการเคยหรือไม่เคยทำงาน  30
                  ที่อื่นมาก่อน
ตารางที่ 10  แสดงจำนวนและร้อยละของบุคลากรจำแนกตามเงินเดือน   30

 


บทที่ 1
บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ปัจจัยที่จะส่งเสริมให้หน่วยงานหรือองค์กรหนึ่งๆ มีพลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ล้วนต้องอาศัยองค์ประกอบเรื่องการบริหารจัดการองค์การหลายด้าน โดยเฉพาะองค์ประกอบด้านทรัพยากรบุคคล ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองตัวสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้เกิดผลการทำงานที่มีประสิทธิภาพตรงตามวัตถุประสงค์ขององค์กร ด้วยเหตุนี้องค์กรส่วนใหญ่จึงต้องหันมาใส่ใจเรื่องปัญหาการทำงานและเรื่องขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรควบคู่กันไปอย่างอย่างจริงจัง
ขวัญคือสภาวะของจิตใจและอารมณ์ ซึ่งมีผลกระทบต่อสภาพการทำงาน ซึ่งส่งผลโดยตรง ต่อตัวบุคลากร ลักษณะงาน และองค์การ ถ้าหน่วยงานหรือสถาบันใดประกอบด้วยบุคลากร ผู้มีขวัญดีแล้ว ย่อมทำให้งานมีประสิทธิภาพทั้งบุคลากรและองค์การก็ก้าวไปข้างหน้าอย่างมี ประสิทธิภาพพร้อมๆกัน ดังที่วิจิตร อาวะกุล (2526, หน้า 215) ได้กล่าวว่า การที่ขวัญของผู้ปฏิบัติงานดี จะก่อให้เกิดประโยชน์ในการบริหาร ขวัญจึงมีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานคือ  เกิดความร่วมมือ ในการทำงาน   ก่อให้เกิดความซื่อสัตย์  เสริมสร้างความสามัคคีธรรมในหมู่คณะ   เสริมสร้าง ความเข้าใจอันดีระหว่างบุคคลในองค์กร   ก่อให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการทำงาน   ผู้ปฏิบัติงานเกิดความเชื่อมั่นในองค์กรมากขึ้น กล่าวโดยสรุปได้ว่า ผู้บริหารที่ดี มีวิสัยทัศน์กว้างไกล จึงต้องตระหนักอยู่เสมอว่า การสร้างและบำรุงขวัญที่ดีต่อบุคลากรในองค์กรนั้น ย่อมนำมาซึ่ง ความสำเร็จขององค์กรตามเป้าประสงค์ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาอันเกิดจากการปฏิบัติงานของบุคลากรได้ 
นอกจากขวัญและกำลังใจที่ดีจะช่วยลดปัญหาการปฏิบัติงานของบุคลากรแล้ว  ปัจจัยด้านความพึงพอใจในการปฏิบัติงานก้เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาการปฏิบัติงานได้ หากบุคลากรปฏิบัติงานด้วยความพึงพอใจ ดังที่ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2535,หน้า 143) กล่าวว่า ความพึงพอใจในงานเป็นความรู้สึกร่วมของบุคคลที่มีต่อการทำงานในทางบวก เป็นความสุข ของบุคคล ที่เกิดจากการปฏิบัติงานและได้รับผลตอบแทน ทำให้เกิดความรู้สึกและกระตือรือร้น มีความมุ่งมั่นที่จะทำงาน มีขวัญและกำลังใจ   ดังนั้นจึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า ความพึงพอใจ ในการปฏิบัติงานเป็นทัศนคติที่มีความสัมพันธ์กันระหว่าง บุคคล ลักษณะงานและการได้รับ ผลตอบแทนจากการทำงาน  หากบุคลากรมีความพึงพอใจในงานที่ปฏิบัติแล้ว ปัญหาอันเกิดจากกา ปฏิบัติงานในลักษณะต่างๆก็จะทุเลาลงไปได้
  วิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นได้จัดการศึกษาโดยพัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ     ปีการศึกษา 2543 เปิดดำเนินการสอนหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สังกัดคณะบริหารธุรกิจ ซึ่งเป็นเพียงคระเดียวในขณะนั้น ทั้งหลักสูตรสี่ปีและหลักสูตรต่อเนื่อง ทั้งภาคปกติและภาคสมทบ                    3 สาขาวิชา ได้แก่ การบัญชี การตลาด และคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ซึ่งหลักสูตรทั้งสามสาขาวิชาก็ได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาอย่างถาวรจากทบวงมหาวิทยาลัยแล้ว ต่อมาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2545  ได้เปิดสอนหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (M.BA) ภาคพิเศษ (วันเสาร์และวันอาทิตย์) สังกัดบัณฑิตวิทยาลัย (จัดเป็นคณะวิชาคณะที่ 2 ของวิทยาลัย) ซึ่งก็ได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาอย่างถาวรจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแล้วเช่นกัน ต่อมาในปีการศึกษา 2546 ทบวงมหาวิทยาลัยอนุมัติให้เปิดสอนหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ สังกัดคณะศิลปศาสตร์ (คณะที่สามของวิทยาลัย) ต่อมาในปีการศึกษา 2547 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาอนุมัติให้เปิดสอนหลักสูตรระดับปริญาตรี 4 สาขาวิชา และปริญาโทอีก 1 สาขาวิชา คือ หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สังกัดคณะบริหารธุรกิจ คือ สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรม สาขาวิชาการเป็นผู้ประกอบการ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (คณะที่สี่ของวิทยาลัย) และหลักสูตร M.B.A (ธุรกิจมหาบัณฑิต) สาขาวิชาการเป็นผู้ประกอบการ สังกัดบัณฑิตวิทยาลัย ต่อมาวิทยาลัยได้เปิดสาขาวิชาภาษาญี่ปุ่นธุรกิจ ภาษาจีนธุรกิจ และภาษาไทยเพื่อการสื่อสารสำหรับชาวต่างชาติ ซึ่งสังกัดคณะศิลปศาสตร์ (สารจากอธิการบดีวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น,2548,หน้า20)
ด้วยสาเหตุและปัจจัยดังกล่าวข้างต้นตามลำดับ คณะผู้วิจัยจึงเห็นว่าควรศึกษาวิจัยปัญหาการปฏิบัติงานของบุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปประยุกต์ใช้ ปรับปรุง และพัฒนาองค์กรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นให้เจริญรุดหน้าสมเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติสืบไป

วัตถุประสงค์ของการวิจัย
  การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหา แนวทางแก้ไข ตลอดจนความคิดเห็นในการปฏิบัติงานของบุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น

ขอบเขตการวิจัย
  ขอบเขตด้านกลุ่มประชากรการวิจัย
 กลุ่มประชากรการวิจัยได้แก่บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นทุกคน ตั้งแต่ผู้บังคับบัญชาระดับหน้าภาค หัวหน้าสำนัก ตลอดจนถึงผู้ใต้บังคับบัญชาทุกภาควิชาและทุกสำนัก  โดยปฏิบัติหน้าที่อยู่ ณ ปีการศึกษา 2548  จำนวนทั้งสิ้น  96 คน

  ขอบเขตด้านเนื้อหา
  จำแนกเป็น 3 ประเด็น ประเด็นแรกคือ ปัญหาและแนวทางแก้ไขในการปฏิบัติงานของบุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น  ประเด็นถัดมาคือ ความคิดเห็นที่มีต่อผู้บริหารระดับคณบดีขึ้นไป  และประเด็นสุดท้าย ได้แก่ ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรมากที่สุด
นิยามศัพท์เฉพาะ
ปัญหาการปฏิบัติงาน  หมายถึง  สภาพหรือปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของบุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น  อันประกอบด้วย  ปัจจัยด้านนโยบาย ด้านผู้บังคับบัญชาระดับต้น  ด้านเพื่อนร่วมงาน  ด้านผู้ใต้บังคับบัญชา  ด้านสถานที่  ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงาน  ด้านเงินเดือนและสวัสดิการ  ด้านสภาพการทำงานและลักษณะงาน  และด้านชีวิตส่วนตัว

ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย
  ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาปรับปรุง และพัฒนาระบบการบริหารจัดการภายในองค์กรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นได้

 

 

 

 

 


บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

การวิจัยเรื่อง“ปัญหาและความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของบุคลากรวิทยาลัย ฟาร์อีสเทอร์น” ครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารงานวิจัย เพื่อเป็นกรอบแนวคิดในการศึกษาดังนี้
1. ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับขวัญและกำลังใจ
1.1 ความหมายและความสำคัญของขวัญและกำลังใจ
1.2 องค์ประกอบที่มีผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจ
1.3 ทฤษฎีพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับขวัญและกำลังใจ
2. ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน
2.1 ความหมายและแนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน
2.2 ความสำคัญของความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน
2.3 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน
2.4 ทฤษฎีพื้นฐานในการสร้างความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน
3. ระบบการปฏิบัติงานวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น
4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับขวัญและกำลังใจ
ความหมายและความสำคัญของขวัญและกำลังใจ
มีผู้ให้ความหมายคำว่า “ขวัญ” (Morale) ไว้หลากหลายท่านด้วยกันคือ

Davis (อ้างใน อุดม จุลสัตย์ , 2534,หน้า 113) กล่าวว่า “ขวัญหมายถึง เจตนคติหรือความรู้สึก ของบุคลากรแต่ละคน แต่ละกลุ่มที่มีต่อสภาพแวดล้อมต่างๆในการปฏิบัติงาน”
Yoder (อ้างใน อุทัย หิรัญโต, 2531,หน้า 160) ให้คำนิยามของคำว่าขวัญไว้ว่า “ขวัญคือ องค์ประกอบแห่งพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติที่แสดงออกในรูปของความรู้สึกที่มีต่องาน...”
จำนงค์ สมประสงค์ (2517,หน้า 110) กล่าวว่า “ขวัญและกำลังใจเป็นองค์ประกอบ แห่งคุณภาพของบุคคลอย่างหนึ่งซึ่งมองด้วยสายตาไม่เห็น เพราะเป็นเรื่องจิตใจภายในของแต่ละคน”
พนัส หันนาคินทร์ (2526,หน้า 217) ได้ให้ความหมายไว้ว่า “ขวัญ หมายถึงปฏิกิริยา ทางอารมณ์ที่คนในองค์การมีต่องานอันมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนและเห็นได้ชัด...”
สรายุทธ แก้วพวงทอง (2538, หน้า 7) กล่าวว่า “ขวัญมีลักษณะเป็นนามธรรม เป็นความรู้สึก ที่จับต้องไม่ได้ แต่ก็มีอยู่ และที่สำคัญที่สุดก็คือ สามารถส่งผลกระทบต่อคน งานและองค์กร สภาพของ ขวัญและกำลังใจที่ดีจะสะท้อนภาพเหล่านี้ออกมา...”
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ขวัญคือสภาวะของจิตใจและอารมณ์ ซึ่งมีผลกระทบต่อสภาพการทำงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อตัวบุคลากร ลักษณะงาน และองค์การ ถ้าหน่วยงานหรือสถาบันใดประกอบด้วย บุคลากรผู้มีขวัญดีแล้ว ย่อมทำให้งานมีประสิทธิภาพ ทั้งบุคลากรและองค์การก็ก้าวไปข้างหน้า อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมๆกัน
ในด้านของความสำคัญของขวัญและกำลังใจที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปฏิบัติงานนั้น ได้มีผู้เชี่ยวชาญได้ให้รายละเอียดไว้สามารถสรุปได้ดังนี้
วิจิตร อาวะกุล (2526, หน้า 215) ได้กล่าวว่า การที่ขวัญของผู้ปฏิบัติงานดีจะก่อให้เกิด ประโยชน์ในการบริหาร ขวัญจึงมีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานคือ
1. เกิดความร่วมมือในการทำงาน
2. ก่อให้เกิดความซื่อสัตย์
3. เสริมสร้างความสามัคคีธรรมในหมู่คณะ
4. เสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างบุคคลในองค์กร
5. ก่อให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการทำงาน
6. ผู้ปฏิบัติงานเกิดความเชื่อมั่นในองค์กรมากขึ้น
นอกจากนี้ อุทัย หิรัญโต (อ้างใน สิริวันทน์ ชัยญาณะ, 2536 หน้า 210-211) ยังได้กล่าวถึง ความสำคัญของขวัญไว้ดังนี้คือ
1. ก่อให้เกิดความร่วมใจร่วมมือกันอย่างแข็งขัน
2. สร้างความจงรักภักดีต่อองค์ให้เกิดขึ้นแก่บุคลากรทุกคน
3. ส่งผลให้ระเบียบข้อบังคับขององค์กรบรรลุผล
4. สร้างความสามัคคีแก่หมู่คณะ
5. เสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างบุคคลในองค์กร
6. จูงใจให้บุคคลในองค์กรมีเจตคติที่ดีต่อองค์กร
7. ขวัญจะทำให้เจ้าหน้าที่มีความมั่นคงทางใจและทำงานอยู่กับองค์กรนานเท่านาน
กล่าวโดยสรุปได้ว่า ผู้บริหารที่ดี มีวิสัยทัศน์กว้างไกล จึงต้องตระหนักอยู่เสมอว่า การสร้าง และบำรุงขวัญที่ดีต่อบุคลากรในองค์กรนั้น ย่อมนำมาซึ่งความสำเร็จขององค์กรตามเป้าประสงค์

องค์ประกอบที่มีผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจ
ผู้บริหารองค์การทั้งหลายย่อมต้องการให้บุคลากรในหน่วยงานของตนมีขวัญและกำลังใจที่ดี เพื่อผลและประสิทธิภาพของงาน (สมเจตน์ ขันติโชติ,2529,หน้า16) แต่อย่างไรก็ตามเป็นที่ยอมรับ กันว่าการสร้างขวัญและกำลังใจที่ดี มิใช่เป็นสิ่งที่ฝ่ายบริหารจะบันดาลหรือสร้างขึ้นภายในระยะเวลา อันรวดเร็ว และดำรงอยู่ได้ตลอดไป หากแต่ขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่จะเกิดขึ้นได้ จากการ พัฒนาตลอดเวลา อันสืบเนื่องมาจากการวางนโยบาย การกำหนดระเบียบการปฏิบัติงานที่ดี การบังคับ บัญชาที่ดี ตลอดจนสิ่งแวดล้อมอื่นๆอีกเป็นอันมาก
Herzberg (อ้างใน อรุณ รักธรรม, 2527,หน้า 290-294) ค้นพบว่า ปัจจัยจูงใจในการทำงาน หรือทำให้เกิดภาวะพึงพอใจ ได้แก่ ความสำเร็จ การยอมรับนับถือ ลักษณะของงาน ความรับผิดชอบ ความก้าวหน้า และความเจริญ ส่วนปัจจัยที่เป็นสุขลักษณะหรือทำให้เกิดภาวะไม่พึงพอใจ ได้แก่ นโยบายและการบริหาร การควบคุมบังคับบัญชา ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน สภาพการทำงาน เงินเดือน ชีวิตส่วนตัว ความสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดจนฐานะและความมั่นคง
ในขณะที่ Ovard (อ้างใน อำนาจ กิติวรรณ, 2533,หน้า 49) ได้แบ่งปัจจัยหรือองค์ประกอบ ที่มีผลกระทบต่อขวัญในการปฏิบัตงานออกเป็น 2 ลักษณะคือ
1. ปัจจัยทางวัตถุ มีความสัมพันธ์กับสภาพการทำงาน ได้แก่ รายได้ การลาหยุดงาน สวัสดิการต่างๆ ในหน่วยงาน ความสะดวกสบาย เครื่องมือเครื่องใช้ และปัจจัยทางเศรษฐกิจ เป็นต้น
2. ปัจจัยทางด้านมนุษย์ ได้แก่ การมีมนุษยสัมพันธ์อันดีในหน่วยงาน สภาพทางด้านจิตใจ และร่างกาย การร้องทุกข์ และการตัดสินใจที่จะมีผลต่อหมูคณะ เป็นต้น
ทางด้านของผู้ศึกษาค้นคว้าเรื่องขวัญและกำลังใจในการทำงานของไทย ได้กล่าวถึง องค์ประกอบที่มีผลกระทบต่อขวัญในการปฏิบัติงาน ดังนี้
นพพงษ์ บุญจิตราดุลย์ (2529, หน้า 120) ได้สรุปไว้ว่า องค์ประกอบที่จะทำให้บุคลากร ในหน่วยงานมีขวัญและกำลังใจที่ดีหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายด้าน กล่าวคือ หน่วยงานมีวัตถุประสงค์เป็นที่ยอมรับของทุกคนหรือไม่ คนทำงานมีความพึงพอใจและภูมิใจ ในงานที่ตนปฏิบัติหรือไม่ มีความสัมพันธ์ระหว่างคนปฏิบัติงานหรือไม่ สิ่งตอบแทนที่บุคคลได้รับ เหมาะสมเพียงใด มีการนิเทศงานกันอย่างใกล้ชิด รวดเร็วเพียงพอทั่วถึงเพียงใด ตลอดถึงสุขภาพกาย และจิตของบุคคลที่ทำงานเป็นอย่างไรด้วย
   วิจิตร อาวะกุล (2526,หน้า 262) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่มีผลกระทบต่อขวัญ ในการทำงานไว้ 6 ประการ คือ
1. ภาวะการเป็นผู้นำในการบริหารงาน
2. ความพึงพอใจในหน้าที่การงานที่ปฏิบัติอยู่ของบุคลากร
3. ความศรัทธาและความเชื่อมั่นของบุคลากรที่มีต่อนโยบายองค์การ
4. ความเป็นธรรมในการพิจารณาให้บำเน็จความชอบและตำแหน่งหน้าที่การงาน
5. สภาพการทำงาน สะดวกสบาย ลำบาก งานหนัก เหมาะสม เกิดความพอใจหรือไม่พอใจ
6. สุขภาพทางกายและจิตใจของบุคคลในหน่วยงาน
ในขณะที่ สุปราณี ศรีฉัตราภิมุข (อ้างใน อำนาจ กิติวรรณ, 2533, หน้า 50) ได้สรุปสาเหตุ แห่งความพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจของคนที่มีต่อบรรยากาศภายในองค์กรว่ามีสาเหตุเกิดจากงาน อันได้แก่ ชนิดของงาน การได้รับความสำเร็จในชีวิต การงาน การได้มีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถ ของตนให้ประจักษ์ การที่คนเห็นความสำคัญและการได้มีโอกาสพัฒนาตนเอง ส่วนอีกสาเหตุหนึ่ง มาจากสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ได้แก่ ค่าจ้าง ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กร สภาพการทำงาน โครงสร้างขององค์การ การติดต่อสื่อสาร และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
กล่าวโดยสรุปได้ว่า ขวัญและกำลังใจของบุคลากรในที่ทำงานจะดีหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับ ปัจจัยและองค์ประกอบอันหลากหลาย ดังนี้
1. สภาพการปฏิบัติงาน
2. ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในหน่วยงาน
3. สถานภาพและการยอมรับนับถือ
4. ความร่วมมือของผู้ปฏิบัติงาน
5. ความมั่นคงปลอดภัย
6. โอกาสก้าวหน้า
7. สภาพความพึงพอใจในหน่วยงาน
8. สภาพความพึงพอใจในงาน
9. การมีการติดต่อสื่อสารอย่างเพียงพอ
10. ความเป็นมิตรและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
11. ความยุติธรรมในหน่วยงาน
12. สวัสดิการในหน่วยงาน

ทฤษฎีพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับขวัญและกำลังใจ
ในการปฏิบัติงานของบุคลากร นอกจากจะอาศัยขวัญและกำลังใจแล้ว การจูงใจเพื่อกระตุ้นให้ คนทำงานเต็มศักยภาพก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน มีการอธิบายถึงแนวทางกระตุ้นการทำงานไว้หลาย แนวทางด้วยกันคือ
ทฤษฎีการจูงใจหรือทฤษฎีค้ำจุนของ Herzberg (อ้างใน อุดม จุลสัตย์ , หน้า 120) เป็นทฤษฎี ที่ให้กรอบแนวคิดเกี่ยวกับการจูงใจบุคลากร โดยการที่เขาและเพื่อนร่วมงานได้ศึกษาเกี่ยวกับทัศนคติ ที่มีต่องานของวิศวกรและนักบัญชี จำนวน 200 คน สรุปได้ว่า ความพอใจและไม่พอใจในการทำงาน ไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัจจัยเดียวกัน แต่จะมีสาเหตุมาจากปัจจัย 2 ปัจจัย ปัจจัยที่ทำให้เกิดความพอใจ เรียกว่า ปัจจัยจูงใจ และกลุ่มที่ทำให้เกิดความไม่พอใจ เรียกว่าปัจจัยค้ำจุน
ปัจจัยจูงใจ เป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับงานโดยตรง เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ปฏิบัติงานชอบและรักงาน ทำให้บุคคลในองค์การปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 5 ประการ คือ
1. ผลสัมฤทธิ์ที่ดีในการปฏิบัติงาน
2. การได้รับการยอมรับนับถือ
3. ลักษณะที่ดี ที่ชอบหรือถนัดเกี่ยวกับงานที่ปฏิบัติ
4. ความพึงพอใจที่ได้รับผิดชอบงาน
5. ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
ปัจจัยค้ำจุนเป็นปัจจัยที่จะคงไว้ซึ่งแรงจูงใจในการทำงานของบุคคลให้มีอยู่ตลอดเวลา ได้แก่ 
1. เงินเดือนและการเลื่อนขั้นเงินเดือน
2. โอกาสที่จะได้รับความก้าวหน้าในอนาคต
3. ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัยชา เพื่อนร่วมงาน
4. ตำแหน่งหน้าที่ในหน่วยงาน
5. นโยบายและการบริหาร
6. สภาพการทำงาน
7. ความเป็นอยู่ส่วนตัว
8. ความมั่นคงปลอดภัยในการทำงาน
9. วิธีการปกครองของผู้บังคับบัญชา
ส่วน Maslo (อ้างใน สมพงศ์ เกษมสิน, 2526,หน้า 245-247) ได้กำหนดสมมติฐาน เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ไว้ 3 ประการคือ
1. มนุษย์มีความต้องการที่ไม่สิ้นสุด
2. ความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนองเท่านั้นที่เป็นแรงจูงใจของพฤติกรรม
3. ความต้องการมีระดับขั้น เมื่อความต้องการระดับต่ำได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการในระดับสูงก็จะเรียกร้องให้มีการตอบสนองทันที


โดยมาสโลว์ ได้แบ่งลำดับขั้นของความต้องการไว้ 5 ขั้น ดังนี้
1. ความต้องการทางร่างกาย
2. ความต้องการความปลอดภัย
3. ความต้องการทางสังคม
4. ความต้องการเป็นที่ยอมรับยกย่องในสังคม
5. ความต้องการที่จะได้รับความสำเร็จตามความนึกคิด
จากทฤษฎีที่กล่าวมาข้างต้น สำหรับผู้บริหารแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษา ความต้องการ ของบุคลากร เพราะจะทำให้เข้าใจถึงองค์ประกอบที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งของความต้องการ ของบุคลากรในหน่วยงาน โดยจะสามารถตอบสนองความต้องการนั้นได้ในระดับที่เหมาะสม และกระตุ้นในเกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน เพื่อความสำเร็จขององค์กรต่อไป

ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน
ความหมายและแนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน
ความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน เป็นความรู้สึกโดยรวมของผู้ปฏิบัติงาน ที่มีต่อการทำงาน ในทางบวก (บุษบา วิเชียรชม,2545 , หน้า 4) โดยทั่วไปแล้วความพึงพอใจที่มีต่องานสามารถ ส่งผลกระทบอย่างสูงต่อความสำเร็จขององค์กร อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้ให้ความหมายของความพึงพอใจ ในการทำงานอยู่หลายทัศนะ ดังนี้
Smith (อ้างในบุษบา วิเชียรชม,2545 , หน้า 4) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นผลรวมทางจิตวิทยา สรีรวิทยา และสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ทำงานในหน่วยงานนั้นพูดได้อย่างจริงใจว่า เขาพอใจที่จะทำงาน
Ghiselli & Brown (1965, อ้างใน จีราภรณ์ กาญจนไพบูลย์, 2526,หน้า 12) กล่าวถึง องค์ประกอบที่ก่อให้เกิดความพอใจในงาน 5 ประการ ได้แก่
1. ระดับอาชีพ หมายถึงสถานะหรือความนิยมของคนที่มีต่ออาชีพนั้นๆ
2. สถานะทางสังคมและสภาพการทำงานด้านต่างๆ
3. อายุ ผู้ปฏิบัติงานที่มีอายุ 25-34 ปี และ 45-54 ปี มีความพอใจในงานน้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ
4. สิ่งจูงใจเป็นเงิน
5. คุณภาพของการปกครองบังคับบัญชา
ในขณะที่ มนูญ ตนะวัฒนา (2521,หน้า 187) กล่าวว่าความพอใจในการปฏิบัติงาน เป็นส่วนหนึ่งของขวัญในการทำงาน เป็นผลที่เกิดจากการมีทัศนคติต่างๆ ตามความรู้สึกในวงแคบ ทัศนคตินี้เกิดจากลักษณะของงานและองค์ประกอบต่างๆ เช่น ค่าจ้าง การควบคุมดูแล ความแน่นอน ในการจ้าง สภาพการทำงาน โอกาสก้าวหน้า การยอมรับในความสามารถ การประเมินผล การทำงานอย่างยุติธรรม ความสัมพันธ์ทางสังคม และการชำระสะสางความทุกข์ให้ได้ทันท่วงที
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2535,หน้า 143) กล่าวว่า ความพึงพอใจในงานเป็นความรู้สึก ร่วมของบุคคลที่มีต่อการทำงานในทางบวก เป็นความสุขของบุคคล ที่เกิดจากการปฏิบัติงาน และได้รับผลตอบแทน ทำให้เกิดความรู้สึกและกระตือรือร้น มีความมุ่งมั่นที่จะทำงาน มีขวัญและ กำลังใจ
  กล่าวโดยสรุปได้ว่า ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานเป็นทัศนคติที่มีความสัมพันธ์กันระหว่าง บุคคล ลักษณะงานและการได้รับผลตอบแทนจากการทำงาน

ความสำคัญของความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน
ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจในงานและการปฏิบัติงาน พบว่า ความ พึงพอใจก่อให้เกิดผลการปฏิบัติงาน ดังนั้นความพึงพอใจจึงเป็นตัวกำหนดความสำเร็จ และความ ล้มเหลวในหน่วยงานนั้น
โกวิทย์ พวงงาม (2529, หน้า 9) กล่าวถึงความสำคัญของความพึงพอใจในการทำงานได้ว่า
1. ในการทำงานของมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับความพอใจ แม้ว่าการทำงานนั้นจะยุ่งยากมากก็ตาม ความพึงพอใจจะช่วยเสริมความรู้สึกอันมีค่าให้คนทำงาน ช่วยลดโอกาสการเป็นปฏิปักษ์ต่องาน
2. ความพึงพอใจเป็นแรงหนุนให้เราทำงานอย่างเต็มที่ มีความขยันขันแข็งในการทำงาน อุทิศเวลาให้แก่งาน มีขวัญและกำลังใจที่ดีขึ้น
3. ความพึงพอใจทำให้บุคคลมีความตั้งใจในการทำงาน ลดการขาดงาน การลางาน การมาทำงานสาย การขาดความรับผิดชอบที่มีต่องาน
4. ความพึงพอใจทำให้บุคคลเกิดความสุขในการทำงาน เพื่อจะได้ประสบความสำเร็จ และมีความสุข ความพึงพอใจจากความสำเร็จนั้น
5. ความพึงพอใจในการทำงาน มีผลให้บุคคลทำงานโดยไม่คิดจะลาออกหรือนัดหยุดงาน
นอกจากนี้ ทองอินทร์ วงศ์โสธร (2523,หน้า 59) กล่าวว่า ความพึงพอใจจะช่วย เสริมความรู้สึกอันมีคุณค่าให้กับคนทำงาน ผู้ที่มีความพึงพอใจในงานมักจะคิดปรับปรุงงานของตน ทำงานอย่างสนุกสนาน มีความภักดีต่อหน่วยงานสูง

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2535,หน้า 145-147) ได้สรุปถึงปัจจัย 3 ประการที่ความพึงพอใจ ในการทำงานมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ดังนี้
1. ปัจจัยด้านบุคคล หมายถึงคุณลักษณะส่วนตัวของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงาน คือเพศ อายุ ระยะเวลาในการทำงาน จำนวนสมาชิกในความรับผิดชอบ การศึกษา ระดับเงินเดือน แรงจูงใจ ในการทำงาน ความสนใจในงาน
2. ปัจจัยด้านงาน ได้แก่ลักษณะของงาน ทักษะในการทำงาน ฐานะทางวิชาชีพ ความชัดเจนและเป้าหมายของงาน
3. ปัจจัยด้านการจัดการ ได้แก่ โอกาสก้าวหน้า อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ สภาพการทำงาน เพื่อนร่วมงาน ความรับผิดชอบงาน การนิเทศงาน ความศรัทธาในตัวผู้บริหาร ความเข้าใจอันดีต่อกัน ระหว่างผู้บริหารกับผู้ปฏิบัติงาน
การสร้างความพึงพอใจและศรัทธาให้เกิดขึ้นในงาน ทำให้บุคคลเกิดความพึงพอใจ ในการปฏิบัติงาน ซึ่งปัจจัยด้านบุคคลนั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ หรืออาจจะต้องใช้ระยะเวลา โดย สามารถสรรหาและพิจารณาบุคคลให้เหมาะสมกับงานที่ทำได้ ในขณะที่ปัจจัยด้านงานก็ควร มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ผู้บังคับบัยชาให้การสนับสนุน มีอิสระในการทำงาน มีการสับเปลี่ยน งานเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเบื่อหน่ายงาน  ส่วนปัจจัยด้านการจัดการและบริหารงานนั้น ความเป็น ประชาธิปไตยของหัวหน้างาน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความมั่นคง สวัสดิภาพในการทำงาน การเลื่อนตำแหน่ง รายรับหรือค่าจ้าง ค่าตอบแทน เหล่านี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะเพิ่ม ความพึงพอใจ ในการปฏิบัติงานให้มากขึ้น

ระบบการปฏิบัติงานวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น
การจัดตั้งวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นสืบเนื่องมาจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ต้องการให้ประชาชนคนไทยมีการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น มีความรู้ความสามารถ ในระดับสากล สามารถแข่งขันในระดับทัดเทียมกับประเทศต่างๆ ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในยุคโลกาภิวัตน์ ประกอบกับจังหวัด เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของภาคเหนือ รวมทั้งโครงการ สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจซึ่งเป็นความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ร่วมกันของกลุ่มประเทศ ไทย จีน พม่า และลาว
วิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นจึงได้จัดตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลและความต้องการในการผลิตบุคลากรรองรับกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมดังกล่าว ซึ่งมีวัตถุประสงค์ ที่สำคัญได้แก่
1. จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาในสาขาวิชาที่สนองความต้องการของสังคมและประเทศ ชาติ รวมทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
2. ผลิตบัณฑิตที่มีทักษะในการบริหาร การจัดการ และการประกอบอาชีพ ที่สร้างคุณประโยชน์แก่ส่วนรวมและสามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของ สังคมและเทคโนโลยี
3. เป็นแหล่งค้นคว้าวิจัย แสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆ การเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
4. เป็นแหล่งแห่งปัญญาที่ให้บริการแก่ชุมชนและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของ สังคม และสืบสานมรดกแห่งวัฒนธรรมและค่านิยมที่ดีงามของชาติ
วิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งจากทบวงมหาวิทยาลัยในวันที่ 27 ธันวาคม 2542 และได้เปิดดำเนินการจัดการศึกษาในระดับปริญาตรีตั้งแต่ปีการศึกษา 2543 ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2544 วิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ เสด็จมาเป็นองค์ประธานเปิดวิทยาลัย ฟาร์อีสเทอร์นอย่างเป็นทางการ (สารจากผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น,2548,หน้า18)
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นได้จัดการศึกษาภายใต้ปณิธานที่จะสร้าง นักศึกษาให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการ วิชาชีพ และวิชาชีวิต ควบคู่กันไปทั้งสามด้าน เพื่อที่ผู้สำเร็จ การศึกษาจากวิทยาลัยฯจะได้เป็นคนที่สมบูรณ์ ดังนั้นวิทยาลัยฯ จึงกำหนดคำขวัญที่ยึดถือกันมา โดยตลอดคือ เลิศคุณธรรม ล้ำปัญญา สร้างคุณค่าคนสมบูรณ์ และได้ดำเนินภาระกิจหลัก ของสถาบันอุดมศึกษา อันได้แก่ การสอน การวิจัย การบริการวิชาการแก่ชุมชน และการทำนุบำรุง ศิลปวัฒนธรรมมาโดยตลอด
เริ่มแรกวิทยาลัยมีอาคาร 5 ชั้น 2 หลัง ใช้เป็นอาคารสำนักงานและอาคารเรียน จำนวน 35 ห้อง และ 17 ห้อง และอาคารหอประชุมขนาดความจุ 700 ที่นั่ง 1 หลัง ต่อมาในปี 2546 ได้สร้างอาคารเรียน หลังที่ 3 ที่มี 5 ชั้น จำนวน 38 ห้องขึ้น โดยมีชื่ออาคารว่า “อาคารวัฒนาราชนครินทร์ ๘๐” ซึ่งเป็นชื่อที่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ พระราชทานให้ และพระองค์ท่านได้เสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารหลังนี้ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2545
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นได้จัดการศึกษาโดยพัฒนาและเติบโตอย่าง ต่อเนื่อง คือ ปีการศึกษา 2543 เปิดดำเนินการสอนหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สังกัดคณะบริหารธุรกิจ ซึ่งเป้นเพียงคระเดียวในขณะนั้น ทั้งหลักสูตรสี่ปีและหลักสูตรต่อเนื่อง ทั้งภาคปกติและภาคสมทบ 3 สาขาวิชา ได้แก่ การบัญชี การตลาด และคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ซึ่งหลักสูตรทั้งสามสาขาวิชาก็ได้รับ การรับรอง มาตรฐานการศึกษาอย่างถาวรจากทบวงมหาวิทยาลัยแล้ว ต่อมาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2545  ได้เปิดสอนหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (M.BA) ภาคพิเศษ (วันเสาร์และวันอาทิตย์) สังกัดบัณฑิตวิทยาลัย (จัดเป็นคณะวิชาคณะที่ 2 ของวิทยาลัย) ซึ่งก็ได้รับการรับรองมาตรฐาน การศึกษาอย่างถาวรจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแล้วเช่นกัน ต่อมาในปีการศึกษา 2546 ทบวงมหาวิทยาลัยอนุมัติให้เปิดสอนหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ สังกัดคณะศิลปศาสตร์ (คณะที่สามของวิทยาลัย) ต่อมาในปีการศึกษา 2547 สำนักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษาอนุมัติให้เปิดสอนหลักสูตรระดับปริญาตรี 4 สาขาวิชา และปริญาโทอีก 1 สาขาวิชา คือ หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สังกัดคณะบริหารธุรกิจ คือ สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรม สาขาวิชาการเป็นผู้ประกอบการ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สังกัดคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (คณะที่สี่ของวิทยาลัย) และหลักสูตร M.B.A (ธุรกิจมหาบัณฑิต) สาขาวิชาการเป็นผู้ประกอบการ สังกัดบัณฑิตวิทยาลัย ต่อมาวิทยาลัยได้เปิดสาขาวิชาภาษาญี่ปุ่นธุรกิจ ภาษาจีนธุรกิจ และภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร สำหรับชาวต่างชาติ ซึ่งสังกัดคณะศิลปศาสตร์ (สารจากอธิการบดีวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น,2548,หน้า20)
โครงสร้างบริหารงานของวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นนั้นอยู่ภายใต้สภาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น โดยมีอธิการบดีวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเป็นผู้นำแผนนโยบายมาบังคับใช้ตามสายงาน โดยมีคณะที่ ปรึกษาอธิการบดีร่วมกันให้คำปรึกษาและพิจารณาถึงความเหมาะสมของการดำเนินการต่างๆภายในวิทยาลัยฯ อีกทั้งมีสำนักอธิการบดีเพื่อบริหารจัดการงานในความดูแลรับผิดชอบของอธิการบดี ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเหมาะสม ภายใต้การบริหารงานดังกล่าวนี้ วิทยาลัยฯได้แบ่ง หน่วยงานต่างๆออกเป็น 3 สายงาน ได้แก่ งานฝ่ายวิชาการ งานฝ่ายบริหาร และงานฝ่ายกิจการ นักศึกษาและพัฒนา ดังนี้
1. ฝ่ายวิชาการ ประกอบด้วย
1.1 คณะบริหารธุรกิจ บริหารงานโดยคณบดีคณะบริหารธุรกิจ ประกอบด้วย
1.1.1 สาขาวิชาการบัญชี บริหารงานโดยหัวหน้าภาควิชาการบัญชี
1.1.2 สาขาวิชาการตลาด บริหารงานโดยหัวหน้าภาควิชาการตลาด
1.1.3 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ บริหารงานโดยหัวหน้าภาควิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
1.1.4 สาขาวิชาการเป็นผู้ประกอบการ บริหารงานโดยหัวหน้าภาควิชาการเป้นผู้ประกอบการ
1.1.5 สาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยว บริหารงานโดยหัวหน้าภาควิชาการจัดการการท่องเที่ยว
1.1.6 สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรม บริหารงานโดยหัวหน้าภาควิชาการจัดการอุตสาหกรรม
1.2 คณะศิลปศาสตร์ บริหารงานโดยคณบดีคณะศิลปศาสตร์
1.2.1 สาขาวิชาภาษอังกฤษธุรกิจ
1.2.2 สาขาวิชาภาษญี่ปุ่นธุรกิจ
1.2.3 สาขาวิชาภาษาจีนธุรกิจ
1.2.4 สาขาวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารสำหรับชาวต่างชาติ
โดยทั้ง 4 สาขาวิชา อยู่ในความรับผิดชอบของหัวหน้าภาควิชาภาษา
1.2.5 ภาควิชาการศึกษาทั่วไป บริหารงานโดยหัวหน้าภาควิชาการศึกษาทั่วไป
1.3 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บริหารงานโดยคณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี                                                             มี 1 สาขาวิชา คือ สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ บริหารงานโดยหัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ
1.4 บัณฑิตวิทยาลัย บริหารงานโดยคณบดีคณะบัณฑิตวิทยาลัย
2. ฝ่ายบริหาร ประกอบด้วย
2.1 แผนกบริหารทรัพยากรบุคคล บริหารงานโดยหัวหน้าแผนกบริหารทรัพยากรบุคคล
2.2 แผนกบัญชี การเงิน และงบประมาณ บริหารงานโดยหัวหน้าแผนกบัญชี การเงิน และงบประมาณ
2.3 แผนกการจัดการสำนักงาน บริหารงานโดยหัวหน้าแผนกการจัดการสำนักงาน
2.4 สำนักบริการการศึกษา บริหารงานโดยหัวหน้าสำนักบริการการศึกษา
2.5 สำนักประชาสัมพันธ์ บริหารงานโดยหัวหน้าสำนักประชาสัมพันธ์
2.6 สำนักวิทยบริการ บริหารงานโดยหัวหน้าสำนักวิทยบริการ
3. ฝ่ายกิจการนักศึกษาและพัฒนา ประกอบด้วย
3.1 แผนกกิจการนักศึกษา บริหารงานโดยหัวหน้าแผนกกิจการนักศึกษา
3.2 แผนกแผนและพัฒนา บริหารงานโดยหัวหน้าแผนกแผนและพัฒนา
3.3 ศูนย์วิจัยและพัฒนาผู้ประกอบการ บริหารงานโดยหัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาผู้ประกอบการ
3.4 ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ บริหารงานโดยหัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ
(งานประกันคุณภาพการศึกษา วิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น,2548)
  แผนนโยบายตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 เป็นต้นไป วิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นจะดำเนินการ จัดการศึกษาตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้คือ วิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นจะเป็นสถาบันอุดมศึกษาทางด้านธุรกิจ และผลิตบัณฑิตที่มีลักษณะของความเป็นผู้ประกอบการที่มีความสามารถทางด้านภาษาและเทคโนโลยี และมีคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนจิตสำนึกแห่งความเป็นไทย

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
  งานวิจัยที่เป็นประโยชน์สามารถใช้เป็นแนวทางศึกษาประกอบการวิจัยครั้งนี้มีดังนี้
  เดช กาญจนางกูร (2526) ได้ศึกษาความพอใจในงานของอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า อาจารย์มีความพอใจในงานระดับปานกลาง โดยพอใจต่อปัจจัย 6 ประการคือ ลักษณะของงาน ความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน สถานะความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน เงินเดือน และการ บังคับบัญชา ตามลำดับ ส่วนปัจจัยที่อาจารย์ไม่พอใจมี 4 ประการ คือ สวัสดิการ นโยบาย และการบริหาร สภาพแวดล้อมของที่ทำงาน และความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
ปิยพงศ์ มณีศรี (2531) ได้ศึกษาความพึงพอใจในการทำงานของข้าราชการสาย ค มหาวิทยาลัยศิลปากร พบว่า ความพึงพอใจในการทำงานของข้าราชการสาย ค ไม่ว่าจะพิจารณาทั้ง มหาวิทยาลัย หรือจำแนกตามวิทยาเขต เพศ วุฒิการศึกษา หรือประสบการณ์ในการทำงาน ล้วนอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มแล้ว พบว่ากลุ่มข้าราชการ สาย ค ที่มีประสบการณ์ในการทำงาน 11 ปีขึ้นไป มีความพึงพอใจในการทำงานสูง กว่ากลุ่มข้าราชการ สาย ค ที่มีประสบการณ์การทำงาน 6-10 ปี และกลุ่มที่มีประสบการณ์การทำงาน 1-5 ปี
  อำนาจ กิติวรรณ (2533) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับ ขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ของครูช่วยราชการ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดลำพูน พบว่า ขวัญและกำลังใจของครูช่วยราชการดังกล่าวอยู่ในระดับค่อนข้างสูง มีเพียงองค์ประกอบเดียวเท่านั้น ที่ระดับขวัญอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง คือ เรื่องของโอกาสความก้าวหน้า
  สรายุทธ แก้วพวงทอง (2538) ได้ศึกษาเรื่องขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของอาจารย์ วิทยาลัยครูเชียงใหม่ ซึ่งพบว่า โดยภาพรวมขวัญและกำลังใจของอาจารย์อยู่ในระดับปานกลาง แต่มีบางประเด็นที่อยู่ในระดับสูงคือ งานที่รับผิดชอบสอดคล้องกับความถนัดและงาน ที่รับผิดชอบ อยู่นี้เป็นงานที่พึงพอใจ ส่วนที่มีขวัญและกำลังใจอยู่ในระดับต่ำคือ การให้ความสนใจในชีวิตส่วนตัว ของบุคคลากรจากผู้บังคับบัญชา นโยบาย ระบบการติดต่อสื่อสารในวิทยาลัย สำหรับอุปสรรค และปัญหาที่พบในคำถามปลายเปิดได้แก่ การขาดแคลนวัสดุและอุปกรณ์การสอน ระบบราชการ ก่อให้เกิดความล่าช้า ขาดการสนับสนุนด้านงบประมาณอย่างเพียงพอ มีการเล่นพรรคเล่นพวก ระบบ การสื่อสารขาดประสิทธิภาพ และนโยบายการปฏิบัติงานไม่ชัดเจน
  ณรงค์ สงวนพงษ์ (2539) ได้ทำการศึกษาความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครู โรงเรียน เอกชน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ผลการวิจัยพบว่า ทั้งในด้านปัจจัยจูงใจ และปัจจัยอนามัย อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบของปัจจัยพบว่า มีความพึงพอใจในด้านปัจจัยจูงใจ ในระดับมาก ทุกองค์ประกอบคือ องค์ประกอบด้านความสำเร็จการทำงาน การยอมรับนับถือ ลักษณะของงานที่ทำ ความรับผิดชอบและความก้าวหน้า สำหรับความพึงพอใจในด้านปัจจัยอนามัย พบว่า ครูมีความพึงพอใจมาก 3 องค์ประกอบ คือ ดำเนินนโยบายและการบริหารงาน ปกครอง บังคับบัญชา และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ส่วนที่ไม่แน่ใจว่ามีความพึงพอใจคือ สภาพแวดล้อม ของงาน เงินเดือนและความมั่นคง
พิมลรัตน์ ธนรัตนพิมลกุล (2541) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครู แนะแนวในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษา จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ครูแนะแนวในโรงเรียนขยายโอกาสมีความพึงพอใจในงานระดับปานกลาง และปัจจัย ที่ทำให้เกิดความพึงพอใจมีด้าน ความรับผิดชอบ ลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ความสัมพันธ์กับผู้บังคับ บัญชาและเพื่อนร่วมงาน การยอมรับนับถือ การปกครองบังคับบัญชา ความสำเร็จของงาน เงินเดือน และความมั่นคง นโยบายและการบริหาร ความก้าวหน้าและสภาพการทำงาน
  บุษบาวิเชียรชม (2545)   ได้ศึกษาวิจัยเรื่องความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครู โรงเรียน อนุบาลเชียงใหม่ โดยข้อสรุปพบว่า ครูมีความพึงพอใจในการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีความพอใจเรียงลำดับจากมากไปน้อยดังนี้คือ ด้านความสำเร็จ ในการทำงาน ด้านสภาพการทำงาน ด้านนโยบายและการบริหาร ด้านความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ด้านการยอมรับนับถือ ด้านงานปฏิรูปการศึกษา ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน และด้านเงินเดือนและสวัสดิการ

 

 


บทที่ 3
วิธีดำเนินการวิจัย

 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัญหาในการปฏิบัติงานของบุคลากรวิทยาลัย         ฟาร์อีสเทอร์น เพื่อนำผลการวิจัยไปปรับปรุงและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภายใน โดยมีวิธีดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนดังนี้

กลุ่มประชากรการวิจัย
กลุ่มประชากรการวิจัยได้แก่บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นทุกคน ตั้งแต่ผู้บังคับบัญชาระดับหน้าภาค หัวหน้าสำนัก ตลอดจนถึงผู้ใต้บังคับบัญชาทุกภาควิชาและทุกสำนัก  โดยปฏิบัติหน้าที่อยู่ ณ ปีการศึกษา 2548  จำนวนทั้งสิ้น  96 คน
  
เครื่องมือวิจัย
               เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ แบบสอบถามเชิงคุณภาพ เรื่อง “ปัญหาการปฏิบัติงานของบุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น”  แบ่งงออกเป็น 2 ตอน ได้แก่
               ตอนที่ 1  สภาพข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
               ตอนที่ 2  สภาพปัญหา แนวทางแก้ไข และความคิดเห็นที่มีต่อการปฏิบัติงาน
                              -  สภาพปัญหา แนวทางแก้ไข และความคิดเห็นที่มีต่อการปฏิบัติงาน
                              -  ความคิดเห็นที่มีต่อผู้บริหารระดับคณบดีขึ้นไป
                              -  ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานมากที่สุด

การเก็บรวบรวมข้อมูล
  การศึกษาวิจัยครั้งนี้เก็บรวบรวมข้อมูลโดย แจกแบบสอบถามเชิงคุณภาพให้บุคลากรทุกคนกรอกข้อมูลที่เป็นปัญหาตลอดจนให้แนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าว  โดยได้รับแบบสอบถามคืนทั้งสิ้น 59 ฉบับ  หลังจากนั้นคณะผู้วิจัยจึงได้วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำผลที่ได้ไปสรุปและอภิปรายต่อไป

การวิเคราะห์ข้อมูล
  เนื่องจากการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณา ประกอบกับการอ้างอิงสถิติโดยใช้ค่าร้อยละ เพื่อแสดงให้เห็นถึงจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามในแต่ละข้อปัญหา

 

 

 

 

 


บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
 
  การวิจัยเรื่อง “ปัญหาและความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของบุคลากรวิทยาลัย ฟาร์อีสเทอร์น” ครั้งนี้ ผู้ศึกษาวิจัยสามารถบรรยายผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยระบุตาม หัวข้อต่อไปนี้
1. ผลการวิเคราะห์ด้านข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
2. ผลการวิเคราะห์ด้านปัญหาและความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน
2.1 ด้านนโยบาย
2.2 ด้านผู้บังคับบัญชาระดับต้น
2.3 ด้านเพื่อนร่วมงาน
2.4 ด้านผู้ใต้บังคับบัญชา
2.5 ด้านสถานที่
2.6 ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงาน
2.7 ด้านเงินเดือนและสวัสดิการ
2.8 ด้านสภาพการทำงานและลักษณะงาน
2.9 ด้านชีวิตส่วนตัว
2.10 ด้านอื่นๆ
2.11 ความคิดเห็นที่มีต่อผู้บริหารตั้งแต่คณบดีขึ้นไป
2.12 ปัญหาที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานมากที่สุด

ผลการวิเคราะห์ด้านข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม

ตารางที่ 1  แสดงจำนวนและร้อยละของบุคลากรจำแนกตามเพศ

เพศ จำนวน ร้อยละ
ชาย 27 45.8
หญิง 32 54.2
รวม 59 100.0

 จากตารางที่ 1 พบว่าบุคลากรที่ตอบแบบสอบส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 54.2 รองลงมาคือ เพศชาย คิดเป็นร้อยละ 45.8

ตารางที่ 2  แสดงอายุต่ำสุด อายุสูงสุด อายุเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของอายุ ของบุคลากร

 จำนวนคน ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
อายุ (ปี) 57 23 45 29.40 4.56

 จากตารางที่ 2 พบว่าบุคลากรที่ตอบแบบสอบถามมีอายุต่ำสุด 23 ปี อายุสูงสุด 45 ปี โดยคิดเป็นอายุเฉลี่ย 29.40 ปี


ตารางที่ 3  แสดงจำนวนและร้อยละของบุคลากรจำแนกตามสถานภาพ
สถานภาพ จำนวน ร้อยละ
โสด 43 72.9
สมรส 13 22.0
หย่าร้าง 1 1.7
อื่นๆ 2 3.4
รวม 59 100.0

 จากตารางที่ 3  พบว่าบุคลากรที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีสถานภาพโสด คิดเป็นร้อยละ 72.9 รองลงมาคือ สมรส คิดเป็นร้อยละ 22.0  อื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 3.4  และหย่าร้าง คิดเป็นร้อยละ 1.7 ตามลำดับ

ตารางที่ 4  แสดงจำนวนและร้อยละของบุคลากรจำแนกตามที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน
ที่อยู่อาศัย จำนวน ร้อยละ
บ้านเช่า 4 6.8
หอพัก 18 30.5
บ้านญาติ 7 11.9
บ้านของตนเอง 24 40.7
อื่นๆ 6 10.2
รวม 59 100.0

 จากตารางที่ 4  พบว่าบุคลากรที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่บ้านของตนเอง คิดเป็นร้อยละ 40.7  รองลงมาคือ หอพัก คิดเป็นร้อยละ 30.5   บ้านญาติ คิดเป็นร้อยละ 11.9   อื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 10.2  และบ้านเช่า คิดเป็นร้อยละ 6.8 ตามลำดับ

ตารางที่ 5  แสดงจำนวนและร้อยละของบุคลากรจำแนกตามระดับการศึกษา

ระดับการศึกษา จำนวน ร้อยละ
ต่ำกว่าปริญญาตรี 3 5.1
ปริญญาตรี 24 40.7
ปริญญาโท 32 54.2
รวม 59 100.0

 จากตารางที่ 5 พบว่าบุคลากรที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาโท คิดเป็นร้อยละ 54.2  รองลงมาคือ ปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 40.7  และต่ำกว่าระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 5.1 ตามลำดับ

ตารางที่ 6  แสดงระยะเวลาทำงานต่ำสุด ระยะเวลาทำงานสูงสุด ระยะเวลาทำงานเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระยะเวลาทำงาน ของบุคลากร

 จำนวนคน ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ระยะเวลา (ปี) 56 0.33 5.58 2.86 1.67

 จากตารางที่ 6  พบว่าบุคลากรที่ตอบแบบสอบถามทำงานที่วิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเป็นระยะเวลาที่น้อยที่สุด คือ 0.33 ปี ระยะเวลานานที่สุด คือ 5.58 ปี โดยคิดเป็นระยะเวลาเฉลี่ย 2.86 ปี

ตารางที่ 7  แสดงจำนวนและร้อยละของบุคลากรจำแนกตามตำแหน่ง

ตำแหน่ง จำนวน ร้อยละ
หัวหน้าภาค/แผนก/ศูนย์/สำนัก 9 15.3
ผู้ปฏิบัติงาน 50 84.7
รวม 59 100.0

 จากตารางที่ 7  พบว่าบุคลากรที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีตำแหน่งเป็นผู้ปฏิบัติงาน คิดเป็นร้อยละ 84.7  รองลงมาคือ หัวหน้าภาค/แผนก/ศูนย์/สำนัก คิดเป็นร้อยละ 15.3

ตารางที่ 8  แสดงจำนวนและร้อยละของบุคลากรจำแนกตามฝ่าย

ฝ่าย จำนวน ร้อยละ
การสอน 27 45.8
สนับสนุนการสอน 32 54.2
รวม 59 100.0

 จากตารางที่ 8  พบว่าบุคลากรที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในฝ่ายสนับสนุนการสอน คิดเป็นร้อยละ 54.2  รองลงมาคือ ฝ่ายการสอน คิดเป็นร้อยละ 45.8

ตารางที่ 9  แสดงจำนวนและร้อยละของบุคลากรจำแนกตามการเคยหรือไม่เคยทำงานที่อื่นมาก่อน

เคยทำงานที่อื่นมาก่อนหรือไม่ จำนวน ร้อยละ
เคย 46 78.0
ไม่เคย 13 22.0
รวม 59 100.0

 จากตารางที่ 9  พบว่าบุคลากรที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เคยทำงานที่อื่นมาก่อน คิดเป็นร้อยละ 78.0  รองลงมาคือ ไม่เคยทำงานที่อื่นมาก่อน คิดเป็นร้อยละ 22.0

ตารางที่ 10  แสดงจำนวนและร้อยละของบุคลากรจำแนกตามเงินเดือน

เงินเดือน (บาท) จำนวน ร้อยละ
5,000 – 8,000 13 22.8
8,001 – 11,000 31 54.4
11,001 – 14,000 6 10.5
14,001 – 17,000 4 7.0
17,001 – 20,000 2 3.5
มากกว่า 20,000 1 1.8
รวม 57 100.0

 จากตารางที่ 10  พบว่าบุคลากรที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ได้รับเงินเดือนอยู่ระหว่าง     8,001 – 11,000 บาท คิดเป็นร้อยละ  54.4  รองลงมาคือ ระหว่าง 5,000 – 8,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 22.8  ระหว่าง 11,001 – 14,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 10.5  ระหว่าง 14,001 – 17,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 7.0 ระหว่าง 17,001 – 20,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 3.5  และมากกว่า 20,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 1.8 ตามลำดับ

ผลการวิเคราะห์ด้านปัญหาและความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน
1. ด้านนโยบาย
1.1 ปัญหาเกี่ยวกับการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง จำนวน 19 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 32.20 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหาที่บุคลกรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
1.1.1 แนวนโยบายโดยเฉพาะปรัชญาของวิทยาลัยไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติจริง เนื่องจากการปฏิบัติจริงนั้นมีปัญหาเรื่องการประสานงานซึ่งเกิดขึ้นในส่วนของกระบวนการปฏิบัติ นอกจากนี้ยังพบว่าการนำนโยบายไปใช้ในการปฏิบัติงานจริงนั้นยังมีปัญหาเรื่องงบประมาณซึ่งเป็น สาเหตุให้ไม่สามารถปฏิบัติงานได้จริงตามนโยบายที่ได้รับมอบหมาย ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรศึกษาข้อมูลก่อนว่าโครงการหรือกิจกรรมนั้นสอดคล้องกับ นโยบายหรืองบประมาณหรือไม่ และมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดที่จะปฏิบัติงานนั้น ให้บรรลุวัตถุประสงค์
1.1.2 บุคลกรไม่สามารถปฏิบัติตามแผนงานและนโยบายที่วางไว้อย่างเต็มที่ เพราะมี ภาระงานประจำที่ทำมาก อีกทั้งยังไม่มีเวลาติดตามผลงานที่ดำเนินการไปแล้วด้วย ทั้งนี้ผู้ตอบ แบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรหากำลังคนเพิ่มเติมในส่วนของงานที่เป็นงานประจำ
1.1.3 นโยบายต่างๆ ไม่สามารถบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เนื่องจากขาด งบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอและมีความเหมาะสมกับการปฏิบัติงานนั้นๆ
1.1.4 นโยบายมักมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีความแน่นอน เนื่องจากผู้บริหาร เปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติงาน แต่ไม่ได้สื่อสารกับผู้ปฏิบัติงานโดยตรง
1.1.5 นโยบายบางเรื่องใช้ไม่ได้ผล เช่นการแต่งกายของนักศึกษา เนื่องจากไม่มีกฏ ที่แน่นอน ไม่มีความเด็ดขาด อาจารย์แต่ละท่านมีมาตรฐานในการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกัน  ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรออกกฏที่ชัดเจนมาบังคับใช้
1.1.6 นโยบายที่ตั้งไว้ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เนื่องจาก ผู้บริหารไม่หนักแน่น ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือควรเพิ่มความจริงจัง มากกว่านี้
1.1.7 การปฏิบัติบางเรื่องเป็นไปได้ยาก เช่น การพัฒนานักศึกษาให้เด่น ทั้งเรื่องการศึกษาและคุณธรรม เนื่องจากมีการปฏิบัติเพื่อเอาใจนักศึกษาเกินไป ทั้งนี้ผู้ตอบ แบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรวางกฏระเบียบแล้วต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

1.2 ปัญหาเกี่ยวกับการมอบหมายภาระหน้าที่ให้แก่บุคลากร
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับมอบหมายภาระหน้าที่ให้แก่ บุคลากร จำนวน 20 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 33.90 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหาที่บุคลกรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
1.2.1 การปฏิบัติงานไม่มีการแบ่งแยกงานหรือแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน ทั้งนี้ผู้ตอบ แบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรมีนโยบายการแบ่งแยกงานหรือหน้าที่อย่างชัดเจน
1.2.2 มีการมอบหมายให้ทำงานมากเกินไปในเวลาที่จำกัด และบุคลากรก็มีจำกัด ส่งผลให้งานไม่เสร็จลุล่วงตามเป้าหมาย ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรกระจายงานให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม
1.2.3 การไม่ได้รับคำปรึกษาชี้แนะ แนวคิดหรือความช่วยเหลือในภาวะที่จำเป็น หลังการสั่งงานแล้ว เนื่องจากการสั่งงาน 1 ขั้น อาจจะต้องใช้เวลาในการปฏิบัติ ทั้งนี้ผู้ตอบ แบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรสั่งงานให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบ และระยะเวลาดำเนินการ ตลอดจนให้ความช่วยเหลือในภาวะที่จำเป็นด้วย
1.2.4 บุคลากรไม่มีความเชี่ยวชาญการทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเพียงพอ เพราะงานบางอย่างต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ จึงจำเป็นต้องมีเวลาศึกษา ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ให้โอกาสบุคลกรที่ได้รับมอบหมายงานนั้น ได้ศึกษาอบรมในเรื่อง ที่ได้รับมอบหมาย
1.2.5 หน้าที่มีมากเกินเวลาปฏิบัติงาน เพราะบุคลากรไม่เพียงพอ ทั้งนี้ผู้ตอบแบบ สอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ เพิ่มบุคลากรหรือนำระบบมาแทนคน
1.2.6 มีการมอบหมายงานมากกว่า Job description บางทีหน้าที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ สายงานที่ทำ ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ มอบหมายงานตาม Job description เพิ่มบุคลากร และกำหนดภาระหน้าที่ที่ชัดเจน

 1.3 ปัญหาเกี่ยวกับสายการบังคับบัญชาและอำนาจที่ได้รับ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับสายการบังคับบัญชาและอำนาจที่ได้รับ จำนวน 5 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 8.47 ซึ่งสามารถ            สั งเคราะห์ปัญหาที่บุคลกรระบุได้คือ
การสั่งงาน การมอบหมายงาน หรือการร้องขอความช่วยเหลือที่อาจจะต้อง ข้ามสายการบังคับบัญชา มีความยุ่งยากซึ่งต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร ล่าช้า ไม่ทันการ เพิ่มภาระงาน ส่งผลให้งานบางอย่างล่าช้าออกไป เพราะรอการอนุมัติ ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทาง แก้ไขไว้คือ งานบางเรื่องอาจร้องขอกันทางวาจาซึ่งทุกงานก็เป็นภาระกิจของวิทยาลัยอยู่แล้ว บุคลากรทุกคนควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ทำงานแต่เฉพาะแผนกที่ตนรับผิดชอบ

 1.4 ปัญหาเกี่ยวกับการให้ข้อมูลข่าวสาร
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับการให้ข้อมูลข่าวสาร จำนวน 15 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 25.42 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ ปัญหาที่บุคลกรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
1.4.1 การเผยแพร่หรือส่งผ่านข้อมูลเบื้องต้นออกไปยังผู้ปฏิบัติมักถูกปะปนไปด้วย ทัศนคติของผู้เผยแพร่ โดยมากมักจะเป็นไปในแง่ลบ ซึ่งคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ทั้งนี้ผู้ตอบ แบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ให้หน่วยงานที่เป็นเจ้าของข้อมูลหรือเรื่องที่จะ ประชาสัมพันธ์ดำเนินการแจ้งเรื่องไปยังสำนักประชาสัมพันธ์ด้วยตนเอง
1.4.2 ข้อมูลที่บุคลกรในวิทยาลัยได้รับมักจะไม่ตรงกัน โดยเฉพาะข้อมูลในด้านลบ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องซุบซิบนินทากันเอง ไม่ได้มาจากผู้บริหารโดยตรง ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ข้อมูลควรจะแจ้งมาจากผู้บริหาร โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นด้านลบ เพราะถ้าปล่อยให้เป็นข่าวโคมลอยจะทำให้เกิดความเสียหายได้ภายหลัง
1.4.3 ข้อมูลบางเรื่องดำเนินการประชาสัมพันธ์โดยการสื่อสารผ่านจดหมาย อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail)อย่างเดียว

 1.5 ปัญหาเกี่ยวกับกฏระเบียบข้อบังคับ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับกฏระเบียบข้อบังคับ จำนวน 12 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 20.34 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ ปัญหา ที่บุคลกรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
1.5.1 ปัญหาเรื่องการใช้บัตรลงเวลาทำงาน เนื่องจากกรณีมีความจำเป็นที่ไม่สามารถ มาทำงานตรงเวลาได้ ตลอดจนการประเมินผลการทำงานตลอดปีจากการลงเวลาทำงาน ที่มักพิจารณา เฉพาะการมาสาย ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ยกเลิกการตอกบัตร เข้า-ออกงาน ขอเพียงแค่ให้มีหลักฐานเวลาทำงานครบ 30 ชั่วโมง/สัปดาห์ โดยไม่ต้องบังคับเวลาทำงาน ในแต่ละวัน ส่วนเรื่องการประเมินผลการทำงานจากการบันทึกเวลาทำงานก็ควรจะพิจารณาทั้ง 2 ด้าน คือการมาสายและการมาทำงานตรงเวลาควบคู่กันไป เพื่อจะได้เกิดความยุติธรรม นอกจากนี้ การไม่ตอกบัตรเข้า-ออกเวลาทำงาน จะช่วยเพิ่มโอกาสให้อาจารย์ได้ประสบการณ์ จากการเป็นอาจารย์ พิเศษต่างสถาบันอีกด้วย
1.5.2 ปัญหาเรื่องระเบียบการแต่งการทั้งบุคลากรและนักศึกษาเพราะเสียเวลาถกกัน ในที่ประชุม น่าจะใช้เวลาที่มีค่านี้ไปใช้คิดและพัฒนาเรื่องอื่นๆ ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอ แนวทางแก้ไขไว้คือ อาจจะมีการยืดหยุ่นกันได้บ้าง เนื่องจากที่ผ่านมา การแต่งกายก็เป็นปัญหา ที่ทุกสถาบันแก้ไขไม่ค่อยได้
1.5.3 กฏระเบียบข้อบังคับหลายเรื่องไม่เหมาะสมและเป็นธรรมกับบุคลากร เช่น การจอดรถเพราะไม่อำนวยความสะดวกให้บุคลากร เนื่องจากบ่อยครั้งที่ต้องมี สิ่งของสัมภาระที่จะ ต้องนำติดตัวมาในที่ทำงานด้วย ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ จัดหาสถานที่ ที่ใกล้ เช่น บิสสิเนสพาร์ค

   1.6 ปัญหาเกี่ยวกับการให้ความสนับสนุนและโอกาส
 บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับการให้ความสนับสนุนและ โอกาส จำนวน 16 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 27.12 ซึ่งสามารถ สังเคราะห์ปัญหาที่บุคลกรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
1.6.1 ขาดการสนับสนุนบางเรื่องการพัฒนาความรู้ความสามารถ เพราะงบประมาณ และการตัดสินใจของผู้บริหาร ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรพิจารณา ความจำเป็นและวัตถุประสงค์การอบรมนั้นๆมากกว่าค่าใช้จ่าย
1.6.2 บุคลากรไม่ได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกันในด้านการอบรมสัมมนา ทั้งนี้ผู้ตอบ แบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรสนับสนุนและให้โอกาสบุคลากรการสอน และบุคลากร สนับสนุนการสอนได้รับการอบรมสัมมนาอย่างเท่าเทียมกัน
1.6.3 ปัญหาด้านการเพิ่มพูนและการสร้างศักยภาพให้แก่ตนเอง ทั้งนี้ผู้ตอบ แบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรให้โอกาสโดยอาจจะหาความช่วยเหลือ หรือการสนับสนุนทั้งจากภายในและภายนอกสถาบัน
1.6.4 ปัญหาการให้โอกาสทางการศึกษาต่อ ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอ แนวทางแก้ไขไว้คือ ควรสนับสนุนการศึกษาต่อต่างประเทศระดับปริญญาเอก โดยให้ทุนทั้งหมด เพราะจะได้กลับมาพัฒนาและสร้างชื่อเสียงให้แก่วิทยาลัย ซึ่งควรจะรีบสนับสนุน เนื่องจาก การศึกษาต่อจะต้องใช้ระยะเวลานาน และถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง


   1.7 ปัญหาอื่นๆ
  บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเลือกตอบปัญหาอื่นๆ จำนวน 7 คน จากแบบ สอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 11.86 โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดของปัญหา

2. ด้านผู้บังคับบัญชาระดับต้น : หัวหน้าภาควิชา/ศูนย์/สำนัก(สำหรับผู้ปฏิบัติงาน)
2.1 ปัญหาเกี่ยวกับความยุติธรรม
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับความยุติธรรม จำนวน 5 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 8.47 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหา ที่บุคลกรระบุได้คือ
การแบ่งรายวิชาที่สอนและจำนวนคาบที่สอน เนื่องจากอาจารย์บางท่านสอน ในรายวิชาเอกหลายวิชา ซึ่งต้องใช้เวลาในการเตรียมมากกว่าวิชาพื้นฐานทั่วไป ทั้งนี้ผู้ตอบ แบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรกระจายรายวิชาเอก รายวิชาทั่วไป ให้เท่าเทียมกัน เพื่อให้ภาระเตรียมการสอนได้กระจายเท่าเทียมกัน
2.2 ปัญหาเกี่ยวกับความเป็นกันเองที่ได้รับจากผู้บังคับบัญชา - ไม่มีผู้ระบุ
2.3 ปัญหาเกี่ยวกับความเมตตา - ไม่มีผู้ระบุ
2.4 ปัญหาเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชา
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นของ ผู้ใต้บังคับบัญชา จำนวน 5 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 8.47 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหาที่บุคลกรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
2.4.1 ปัญหาที่ผู้บังคับบัญชาไม่เปิดใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอความคิดเห็น หรือชี้แจงในกรณีต่างๆมากนัก ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรให้โอกาส เปิดใจชี้แจงเหตุผลตามข้อเท็จจริง
2.4.2 ผู้บังคับบัญชามักจะยึดเอาความคิดเห็นของตนเป็นสำคัญ เพราะคิดว่า ความคิดของตนเองดีอยู่แล้ว ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ฟังและยอมรับ ความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่

2.5 ปัญหาเกี่ยวกับศักยภาพ
   บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเลือกตอบปัญหาเกี่ยวกับศักยภาพ จำนวน 2 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 3.39 โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดของปัญหา

2.6 ปัญหาเกี่ยวกับการไว้วางใจและให้โอกาส
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับการไว้วางใจและให้โอกาส จำนวน 3 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 5.08 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ ปัญหาที่บุคลกรระบุได้คือ
ผู้ใต้บังคับบัญชาได้รับมอบหมายงานไม่เท่าเทียมกัน เพราะยังไม่ค่อยมี ความสนิทสนม ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรหาโอกาส ทำความรู้จัก กันมากขึ้น และให้โอกาสงานบางอย่างแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาทำ

2.7 ปัญหาเกี่ยวกับการยอมรับ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเลือกตอบปัญหาเกี่ยวกับการยอมรับ จำนวน 1 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 1.69 โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดของปัญหา

2.8 ปัญหาเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือผู้ใต้บังคับบัญชา
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือ ผู้ใต้บังคับบัญชา จำนวน 1 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 1.69 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหาที่บุคลกรระบุได้คือ
 ผู้บังคับบัญชามักไม่ติดตามผลงานที่ผู้ใต้บังคับบัญชาขอความช่วยเหลือ ทำให้ ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องทวงถาม ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรเอาใจใส่งาน ของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย

2.9 ปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสาร
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสาร จำนวน 8 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 13.56 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหา ที่บุคลกรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
2.9.1 ผู้บังคับบัญชาหลงประเด็นการสื่อสาร และลืม เพราะไม่จดบันทึกและ เพราะไม่เข้าใจปัญหาของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างแท้จริง ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอ แนวทางแก้ไข ไว้คือ ควรสรุปประเด็นและตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร
2.9.2 การชี้แจงคำสั่งหรือมอบหมายงานไม่ชัดเจน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรสั่งงานให้ชัดเจนและให้เข้าใจง่าย
2.9.3 การสื่อสารภายในภาควิชาน้อยเกินไป เพราะอาจารย์แต่ละท่านมีงานสอน ประกอบกับนิสัยส่วนตัวของแต่ละคน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ทุกคนควรสละเวลาให้ส่วนรวม และควรหันหน้าเข้าหากันมากขึ้น

2.10 ปัญหาเกี่ยวกับการเป็นแบบอย่าง
 บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับการเป็นแบบอย่าง จำนวน 2 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 3.39 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ ปัญหา ที่บุคลกรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
 2.10.1 ไม่มีการให้รางวัลแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดี เพื่อเป็นกำลังใจ เพราะทุกคนต้องการ เห็นแบบอย่างที่ดีเพื่อปฏิบัติอย่างชัดเจน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรให้รางวัลแก่ผู้ตั้งใจปฏิบัติงาน อาจจะประกาศเป็นพนักงานดีเด่นประจำเดือน และมอบเงินรางวัล เป็นสินน้ำใจในการปฏิบัติหน้าที่ โดยใช้เกณฑ์การมาทำงานด้วยความตั้งใจ ขยัน อดทน ไม่มาสาย เป็นต้น
2.10.2 ผู้บังคับบัญชาไม่เข้าร่วมกิจกรรมบางอย่าง ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอ แนวทางแก้ไขไว้คือ ควรให้ผู้บังคับบัญชาเข้าร่วมเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี

2.11  ปัญหาอื่นๆ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาอื่นๆซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้บังคับบัญชา จำนวน 4 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 6.78 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ ปัญหาที่บุคลกรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
2.11.1 ปัญหาด้านอารมณ์หรือทัศนคติของผู้บังคับบัญชาและภาวะการเป็นผู้นำ ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรอบรมผู้บังคับบัญชาในด้านที่เกี่ยวข้อง เช่น อารมณ์ ทัศนคติการเป็นผู้นำ
2.11.2 ปัญหาที่ผู้บังคับบัญชาใช้ความรู้สึกส่วนตัว ทั้งนี้ผู้ตอบ แบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ผู้บังคับบัญชาควรมีความยุติธรรม
3. ด้านเพื่อนร่วมงาน
3.1 ปัญหาเกี่ยวกับความเป็นกันเอง
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับความเป็นกันเอง จำนวน 6 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 10.17 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหา ที่บุคลกรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
3.1.1 เพื่อนร่วมงานมีความเกรงใจกันมากเกินไป เนื่องมาจากนิสัยส่วนตัว และความไม่สนิทสนมคุ้นเคย ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ลดความเกรงใจลง ใช้งานกันบ่อยขึ้น ซึ่งถ้าเป็นงานที่สามารถทำได้ก็จะทำอย่างเต็มใจ
3.1.2 ปัญหาการแบ่งชนชั้นกันระหว่างบุคลากรการสอน และบุคลากรสนับสนุน การสอน เนื่องจากวิทยาลัยค่อนข้างให้ความสำคัญ กับบุคลากรการสอน มากเกินไป ส่งผลให้บุคลากร สนับสนุนการสอนเกิดความรู้สึกน้อยใจ ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรให้ความสำคัญเท่าเทียมกันไม่แบ่งชนชั้น
3.1.3 บุคลากรบางหน่วยงานบางคนยังไม่มีความคุ้นเคยกัน เนื่องจากหน้าที่ ความรับผิดชอบของแต่ละคนอาจจะไม่ค่อยได้พบปะกัน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอ แนวทางแก้ไขไว้คือ ควรจัดกิจกรรมให้บุคลากรได้มีโอกาสพบปะสังสรรค์ ในช่วงที่ทุกคน มีเวลาว่างตรงกัน

3.2 ปัญหาเกี่ยวกับความไว้วางใจและให้โอกาส - ไม่มีผู้ระบุ
3.3 ปัญหาเกี่ยวกับการยอมรับ - ไม่มีผู้ระบุ
3.4 ปัญหาเกี่ยวกับความสามัคคี
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับความสามัคคี จำนวน 7 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 11.86 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหา ที่บุคลกรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
3.4.1 แต่ละภาควิชาไม่ค่อยมีความสนิทสนมกลมเกลียวกันเท่าที่ควร เนื่องจาก อาจจะมีเวลาพบปะกันน้อยครั้ง ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรมีการ พบปะสังสรรค์กันบ่อยครั้งขึ้น
3.4.2 บุคลากรการสอนและบุคลากรสนับสนุนการสอนไม่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ดี เนื่องจากงานบางอย่างผู้ประสานงานไม่ได้ชี้แจงบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจน ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ผู้ประสานงานกิจกรรมควรชี้แจงหน้าที่ให้ชัดเจน
3.4.3 บางหน่วยงานไม่มีความสามัคคีกัน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอ แนวทางแก้ไขไว้คือ ควรจัดกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้ได้พบปะพูดคุยกันมากขึ้น และไม่ควรทำให้ เกิดการแบ่งแยกระหว่าง บุคลากรการสอนและบุคลากรสนับสนุนการสอน

3.5 ปัญหาเกี่ยวกับศักยภาพ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเลือกตอบปัญหาเกี่ยวกับศักยภาพ จำนวน 3 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 5.08 โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดของปัญหา

3.6 ปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสาร
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับความสามัคคี จำนวน 6 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 10.17 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหา ที่บุคลกรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
3.6.1 ปัญหาการสื่อสารระหว่างหน่วยงาน เพราะการแบ่งแยกเป็นหมู่คณะ ไม่เป็นหนึ่งเดียว ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ผู้บังคับบัญชาควรทำตัว เป็นตัวอย่าง ไม่ควรแบ่งแยก แบ่งพรรคแบ่งพวก
3.6.2 เรื่องบางเรื่องสื่อสารกันน้อยเกินไป เนื่องจากภาระงานมาก ทั้งนี้ผู้ตอบ แบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ งานอะไรที่ไม่ใช่ภาระหน้าที่หลักโดยตรง ของอาจารย์ ก็ควรให้ผู้รับผิดชอบโดยตรงทำ

3.7 ปัญหาเกี่ยวกับความร่วมมือ
 บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับความร่วมมือ จำนวน 7 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 11.86 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหา ที่บุคลากรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
3.7.1 เมื่อมีหน่วยงานหนึ่งๆรับผิดชอบงานหรือกิจกรรมใดๆเป็นหลักแล้ว หน่วยงาน อื่นๆมักไม่ให้ความร่วมมือหรือสนใจเข้าร่วมกิจกรรม ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทาง แก้ไขไว้คือ บุคลากรทุกหน่วยงานควรให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมของหน่วยงานอื่นๆ
3.7.2 เรื่องบางเรื่องไม่ประสานงานกัน เพราะมาจากปัญหาการสื่อสาร ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรปรึกษาหารือกันมากขึ้น

3.8 ปัญหาอื่นๆ
  บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเลือกตอบปัญหาอื่นๆ จำนวน 1 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 1.69 โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดของปัญหา


4. ด้านผู้ใต้บังคับบัญชา
4.1 ปัญหาเกี่ยวกับการยอมรับนับถือ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเลือกตอบปัญหาเกี่ยวกับการยอมรับนับถือ จำนวน 1 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 1.69 โดยไม่ได้ระบุรายละเอียด ของปัญหา

4.2 ปัญหาเกี่ยวกับการให้ความร่วมมือ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเลือกตอบปัญหาเกี่ยวกับการให้ความร่วมมือ จำนวน 1 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 1.69 โดยไม่ได้ระบุรายละเอียด ของปัญหา

4.3 ปัญหาเกี่ยวกับศักยภาพ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเลือกตอบปัญหาเกี่ยวกับศักยภาพ จำนวน 3 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 5.08 โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดของปัญหา

4.4 ปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสาร
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเลือกตอบปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสาร จำนวน 1 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 1.69 โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดของปัญหา

4.5 ปัญหาเกี่ยวกับการอุทิศตน / เสียสละ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับการอุทิศตน / เสียสละ จำนวน 3 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 5.08 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหา ที่บุคลกรระบุได้คือ
บุคลากรบางคนยังไม่อุทิศตนให้กับงานอย่างเต็มที่ เนื่องจากบุคลากรมีภาระส่วนตัว เยอะ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ

4.6 ปัญหาอื่นๆ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาในด้านผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งเป็นปัญหา อื่นๆนอกเหนือจากที่ระบุในแบบสอบถาม จำนวน 3 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 5.08 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหาที่บุคลกรระบุได้คือ
ไม่มีงบประมาณเลี้ยงรับรองแผนกหรือภาควิชา เนื่องจากบางแผนกหรือภาควิชา มีผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคน ส่งผลให้ผู้บังคับบัญชาต้องรับภาระด้านนี้สูงมาก ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรจัดให้มีงบประมาณเลี้ยงรับรองในหน่วยงาน เดือนละครั้ง หรือภาคเรียนละครั้ง

5. ด้านสถานที่
5.1 ปัญหาเกี่ยวกับห้องทำงาน
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับห้องทำงาน จำนวน 19 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 32.20 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหา ที่บุคลกรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
5.1.1 ห้องทำงานขาดความเป็นส่วนตัว การจัดโต๊ะภายในห้องไม่มีสัดส่วน ไม่มี สมาธิในการทำงาน เนื่องจากในห้องมีผู้ร่วมงานมาก บางทีต้องใช้สมาธิแต่มีคนเข้าออกมาก หรือพูดคุย เสียงดัง โดยเฉพาะเวลาที่มีนักศึกษามาขอคำปรึกษาเรื่องเรียนและเรื่องส่วนตัว ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรมีฉากกั้นห้องให้เป็นสัดส่นของอาจารย์แต่ละคน
5.1.2 อุปกรณ์ในห้องทำงานไม่เพียงพอ เนื่องจากมีผู้ใช้ร่วมกันหลายคน ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ เพิ่มอุปกรณ์สำนักงานให้มากยิ่งขึ้น
5.1.3 ห้องทำงานเล็กคับแคบเกินไป เนื่องจากมีผู้ร่วมงานเยอะ
5.1.4 บรรยากาศในห้องทำงานไม่น่าอยู่ ไม่น่าทำงาน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ จัดบรรยากาศให้น่าอยู่
5.1.5 การจัดวางของไม่เป็นระเบียบ เนื่องจากไม่มีตู้เก็บเอกสารหรือของใช้ ส่วนตัว ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ จัดตู้เอกสารส่วนตัวให้อาจารย์คนละ 1 ตัว เพื่อเก็บเอกสารและอุปกรณ์ให้เป็นระเบียบ

5.2 ปัญหาเกี่ยวกับห้องเรียน (เฉพาะงานสอน)
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับห้องเรียน จำนวน 19 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 32.20 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหา ที่บุคลกรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
5.2.1 ปัญหาการจองห้องเรียนซ้ำซ้อน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้เสนอแนวทาง แก้ไขไว้คือ ควรทำตารางการจองห้องเรียน
5.2.2 ปัญหาสื่ออุปกรณ์การสอนมีจำนวนไม่เพียงพอแก่ความต้องการใช้ ได้แก่ ไมค์ คอมพิวเตอร์ โปรเจคเตอร์ แปรงลบกระดาน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ จัดหาอุปกรณ์ดังกล่าวไว้ให้ครบทุกห้องเรียน หรือติดตั้งสลับห้อง กรณีอาจารย์ท่านใดไม่ได้ใช้ ควร วางแผนร่วมกันตั้งแต่ต้นเพื่อพิจารณาว่าใครใช้มากใช้น้อย
5.2.3 ปัญหาอุปกรณ์การสอนไม่มีคุณภาพ หายหรือชำรุด  ส่งผลให้เสียเวลา ในการสอน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ จัดหาอุปกรณ์การสอนที่มีคุณภาพ และควรหมั่นตรวจเช็คและติดตามให้มากยิ่งขึ้น
5.2.4 เครื่องปรับอากาศเย็นเกินไป ไม่สามารถปรับอุณหภูมิได้ ทั้งนี้ผู้ตอบแบบ สอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ติดตั้งระบบ Remote Control ที่สามารถเอื้มถึง
5.2.5 บางทีห้องไม่เปิด และเครื่องปรับอากาศก็ไม่ทำงาน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบ สอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ขอความกรุณาช่วยดูแลให้ทั่วถึงทั้งผู้ใช้และผู้ดูแล เมื่อพบ ก็ช่วยกันแจ้งผู้เกี่ยวข้องให้ทราบด้วย
5.2.6 อาคารหนึ่งและอาคารสองไม่มีไมค์โครโฟน เวลาสอนต้องใช้เสียงดัง เนื่องจากมีนักศึกษาเพิ่มเป็น 60 คน ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บคอ ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอ แนวทางแก้ไขไว้คือ ติดตั้งไมค์โครโฟนแบบตายตัว ไม่อยากได้แบบเคลื่อนที่ เนื่องจากปัจจุบันนี้ ต้องหอบหิ้ว Notebook และ Projector อยู่แล้ว
5.2.7 ห้องข้างๆใช้ไมค์โครโฟนเสียงดัง ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้เสนอ แนวทางแก้ไขไว้คือ ติดตั้งให้ครบทุกห้อง
5.2.8 ห้องเรียนคับแคบเกินไป เนื่องจากรับนักศึกษามากเกินไป นักศึกษาต้องนั่ง เบียดกัน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรจำกัดจำนวนนักศึกษาไม่ให้เกิน 35 คนต่อห้อง ไม่ให้มีการ เพิ่มจำนวนนักศึกษา (Add)โดยปฏิบัติให้เคร่งครัด

5.3 ปัญหาเกี่ยวกับห้องปฏิบัติการ (เฉพาะงานสอน)
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับห้องปฏิบัติการ จำนวน 9 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 15.25 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหา ที่บุคลากรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
5.3.1 ห้องปฏิบัติการคับแคบ ยากแก่การเข้าถึง และนักศึกษาที่นั่งหลัง ห้องปฏิบัติการมองไม่เห็น ส่งผลให้ไม่เข้าใจเนื้อหาเนื่องจากมีจำนวนนักศึกษามาก ทั้งนี้ผู้ตอบ แบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ จัดห้องใหม่ และลดจำนวนนักศึกษา
5.3.2 เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้า เนื่องจากใช้งานมาหลายปี ทั้งนี้ผู้ตอบแบบ สอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรจัดงบประมาณซื้อใหม่
5.3.3 ไม่มี Projector และอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติเดิมก็ไม่ค่อยมีคุณภาพ ทั้งนี้ผู้ตอบ แบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรจัดให้มีจำนวนเพียงพอและมีคุณภาพดี
5.3.4 การจัดวางตำแหน่งโต๊ะนักศึกษาไม่ดี เนื่องจากหันหลังให้กระดาน ส่งผลให้ ฟังคำบรรยายไม่ทัน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ จัดอุปกรณ์ให้ครบ และจัดผังที่นั่งโต๊ะนักศึกษาใหม่

5.4 ปัญหาเกี่ยวกับห้องสมุด
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับห้องสมุด จำนวน 9 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 15.25 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหา ที่บุคลากรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
5.4.1 ปริมาณหนังสือที่เกี่ยวข้องในบางวิชามีน้อย บางครั้งไม่เพียงพอต่อนักศึกษา แต่ละตอน แต่ละวิชา เพราะมีนักศึกษาลงทะเบียนเรียนมาก ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้เสนอ แนวทางแก้ไขไว้คือ จัดซื้อหนังสือในสาขาวิชาให้เพียงพอ หรือจัดทำสำเนาให้มากขึ้น
5.4.2 หนังสือไม่มีความหลากหลาย โดยเฉพาะหนังสือนวนิยาย ทั้งนี้ผู้ตอบ แบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ จัดซื้อหนังสือให้หลากหลายประเภท โดยเฉพาะนวนิยาย
5.4.3 ประตูอยู่ไกล โดยเฉพาะรอยต่อด้านหลังอาคารสองและอาคารสาม ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรให้มีทางเข้ารอยต่อดังกล่าว ถ้าไม่อย่างนั้น ก็ไม่อยากเข้าห้องสมุด เพราะไม่อยากเดินไกล
5.4.4 การจัดวางหนังสือไม่เป็นระเบียบ ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอ แนวทางแก้ไขไว้คือ จัดเรียงหนังสือให้เป็นระเบียนตามเลขเรียกหนังสือ ให้สะดวกต่อการค้นหา
5.4.5 โสตทัศนูปกรณ์มีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรจัดซื้อโสตทัศนูปกรณ์ให้มากขึ้นอย่างเพียงพอ

5.5 ปัญหาเกี่ยวกับห้องน้ำ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับห้องน้ำ จำนวน 21 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 35.59 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหา ที่บุคลากรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
5.5.1 เปิดประตูห้องน้ำไม่ได้ เนื่องจากห้องล็อค ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรยกเลิกการใช้กุญแจเปิดห้องน้ำอาจารย์
5.5.2 ห้องน้ำบางชั้นสกปรก เนื่องจากนักศึกษาใช้กันมาก ไม่รักษาความสะอาด ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ฝ่ายรักษาความสะอาดรณรงค์ให้นักศึกษา ช่วยกันรักษาความสะอาด
5.5.3 เหม็นกลิ่นอับมาก เนื่องจากระบบระบายอากาศไม่ดี ทั้งนี้ผู้ตอบแบบ สอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรจะมีพัดลมระบายอากาศในห้องน้ำ
5.5.4 ขาดสุขอนามัยที่ดี เนื่องจากไม่มีฝักบัวชำระ ทำให้เกิดความไม่มั่นใจ ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ติดตั้งระบบฝักบัวชำระ
5.5.5 ชักโครกชำรุดและเก่า ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรเปลี่ยนให้อยู่ในสภาพที่ดี
5.5.6 กระดาษชำระไม่ได้คุณภาพ เปื่อย ขาดง่าย ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ เปลี่ยนตราที่มีคุณภาพที่ดีกว่านี้
5.5.7 น้ำไม่สะอาด บางครั้งมีสำดำ และเหลือง ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรทำความสะอาดถังเก็บน้ำเป็นประจำ

5.6 ปัญหาเกี่ยวกับศูนยอาหาร
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับศูนย์อาหาร จำนวน 16 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 27.12 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหา ที่บุคลากรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
5.6.1 อาหารมีราคาแพง ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ลดราคาอาหารลง เนื่องจากขายในสถานศึกษาไม่ควรขายแพงอย่างที่เป็นอยู่
5.6.2 อาหารไม่อร่อย ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรคัดสรรร้านที่มีชื่อเสียงและมีคุณภาพมากกว่านี้
5.6.3 อาหาร ขนม ผลไม้ ไม่มีความหลากหลาย ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรเพิ่มร้านอาหารให้มากกว่านี้
5.6.4 ร้านข้าวแกงมีแต่ผัก ไม่ค่อยมีเนื้อ เนื่องมาจากค่าเช่าแพง ทั้งนี้ผู้ตอบ แบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ลดค่าเช่า
5.6.5 กลิ่นอาหารติดเสื้อผ้า ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรมีเครื่องกำจัดกลิ่น
5.7 ปัญหาเกี่ยวกับที่จอดรถ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับที่จอดรถ จำนวน 34 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 57.63 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหา ที่บุคลากรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
5.7.1 ที่จอดรถมีน้อย คับแคบ ไม่ให้เกียรติอาจารย์จอดรถข้างในวิทยาลัย ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ อนุญาตให้บุคลากรเข้ามาจอดรถในวิทยาลัยได้ และควรให้นักศึกษาจอดที่สนามกอล์ฟ เนื่องจากมีที่กว้างขวางมากกว่า
5.7.2 ที่จอดรถไกล ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ อนุญาตให้บุคลากรเข้ามาจอดรถในวิทยาลัยได้ โดยเปิดให้จอดได้แบบเสรี คือใครมาก่อนก็ได้จอดก่อน ไม่ควรจำกัดว่าเป็นนักศึกษาหรือบุคลากร
5.7.3 ที่จอดรถร้อน ไม่มีที่บังแดด ส่งผลให้สีรถด้าน และอุปกรณ์ภายในรถชำรุดง่าย ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ สร้างที่กำบังแดดให้รถบุคลากร และควร ประสานงานกับห้างเซ็นทรัลฯ เปิดที่จอดรถตั้งแต่ 8.00 น.
5.7.4 จอดรถไม่สะดวก และเสี่ยงอันตรายต่อการข้ามถนน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบ สอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ อนุญาตให้บุคลากรเข้ามาจอดรถในวิทยาลัยได้ หรือประสานงานกับทางบิสสิเนสพาร์คเรื่องที่จอดรถใกล้ๆกับวิทยาลัย

5.8 ปัญหาเกี่ยวกับที่พักผ่อนหย่อนใจ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับที่พักผ่อนหย่อนใจ จำนวน 20 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 33.90 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหา ที่บุคลากรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
5.8.1 ไม่มีห้องสำหรับเบรคให้บุคลากรได้พักผ่อนหย่อนใจโดยเฉพาะ ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรมีห้องสำหรับเบรค ห้องสโมสรบุคลากร หรือห้อง Common Room ให้บุคลากรได้ทานเบรค กาแฟ ดู โทรทัศน์ ทานข้าว อ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร เพื่อพักผ่อนยากเที่ยงหรือเลิกงาน เนื่องจากปัจจุบันไม่มีห้องสำหรับพักผ่อน และอำนวยความสะดวกให้พนักงาน
5.8.2  ไม่มีมุมพักผ่อนหย่อนใจ ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทาง แก้ไขไว้คือ จัดมุมพักผ่อนหย่อนใจให้บุคลากรเพื่อพักผ่อนและสร้างความสามัคคี

5.9 ปัญหาอื่นๆ - ไม่มีผู้ระบุ

6. ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงาน
6.1 ปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์ด้านการสอน
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์ด้านการสอน จำนวน 17 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 28.81 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหา ที่บุคลากรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
6.1.1 ปัญหาเรื่องการยืม Notebook และ Projector เนื่องจากมีผู้ใช้จำนวนมาก ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรติดตั้งถาวรในห้องเรียน และควรใช้ PC แทน Notebook
6.1.2 อุปกรณ์ไม่เพียงพอ เนื่องจากใช้สอนทุกรายวิชา แต่ไม่มีห้องให้ใช้ โดยเฉพาะ ไมค์โครโฟน คอมพิวเตอร์ และ Projector  เนื่องจากใช้ร่วมกัน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบ สอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ สำรวจจำนวนที่ต้องการใช้ และจัดหาอุปกรณ์ให้เพียงพอ ต่อความต้องการ โดยควรคำนึงถึงคุณภาพการใช้งานด้วย

6.2 ปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์สำนักงาน
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์สำนักงาน จำนวน 22 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 37.29 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหา ที่บุคลากรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
6.2.1 อุปกรณ์สำนักงานมีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน เช่น แม็คตัวใหญ่ ตัวเจาะกระดาษ ปากกา ยางลบ น้ำยาลบคำผิด ปากกาไวท์บอร์ด ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ จัดซื้อเพิ่มเติม โดยจัดให้มีใช้อย่างน้อยห้องละ 1 รายการ หรือห้องติดกัน แบ่งกันคนละรายการ
6.2.2 ใช้เวลาในการเบิกอุปกรณ์สำนักงานนานเกินไป ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรมีอุปกรณ์สำนักงานสำรองเบิกจ่าย ให้เพียงพอต่อการเบิกใช้ ในกรณีเร่งด่วน
6.2.3 เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่เพียงพอและไม่มีคุณภาพ ทำงานช้ามาก บางครั้งไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด เนื่องจากปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ของสำนักงานมีข้อมูลที่สำคัญมาก แต่ต้องเจอกับปัญหาคอมพิวเตอร์เก่าๆ ไม่มีโปรแกรมที่ต้องการทำงาน  Ram น้อย  Harddisk สเป็กต่ำมาก ใช้งานช้า ไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสนใจดูแล เพราะเกรงว่าข้อมูลที่สำคัญจะหาย ไปหมดหากว่าคอมพิวเตอร์เสีย ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ วิทยาลัยควร พิจารณาว่าคอมพิวเตอร์ห้องใดควรให้ความสำคัญ นอกจากนี้ควรเปลี่ยนเครื่องที่มีคุณภาพ ปรับปรุงให้ทันสมัยเหมาะสมต่อการใช้งานทั้งวิทยาลัย และควรเพิ่มบุคลากรที่ดูแลเรื่องนี้ให้เพียงพอ
6.2.4 เครื่องพิมพ์เสีย เนื่องจากใช้งานมานาน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ จัดซื้อตัวใหม่ให้มีคุณภาพดีกว่าเดิม
6.2.5 ตู้เก็บเอกสารมีไม่เพียงพอ  ของบางอย่างต้องวางบนพื้น ทั้งนี้ผู้ตอบแบบ สอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ  จัดตู้เอกสารเพิ่มเติมให้เพียงพอต่อจำนวนบุคลากร

6.3 ปัญหาเกี่ยวกับพาหนะเดินทาง (ที่ใช้ในงานของวิทยาลัย)
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับพาหนะเดินทาง จำนวน 16 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 27.12 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหา ที่บุคลากรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
6.3.1 ผู้ใช้มักไม่จองรถ ส่งผลให้ผู้ที่จองรถต้องเสียเวลารอ ทั้งนี้ผู้ตอบ แบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ให้ผู้ใช้ตระหนักถึงความรับผิดชอบและมารยาทการใช้ รถตามเวลาที่ได้แจ้ง
6.3.2 บางหน่วยงานใช้รถในภาระกิจหลายวัน ทำให้ขาดแคลน เนื่องจากมี ความต้องการใช้รถหลายหน่วยงานในเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทาง แก้ไขไว้คือ เพิ่มจำนวนรถให้เพียงพอมากกว่านี้
6.3.3 บุคลากรที่ทำหน้าที่ขับรถมีน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับจำนวนการใช้ที่มากขึ้น ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ เพิ่มจำนวนบุคลากรที่ทำหน้าที่ขับรถวิทยาลัย

6.4 ปัญหาเกี่ยวกับน้ำดื่มและเครื่องดื่มอื่นๆ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับน้ำดื่มและเครื่องดื่มอื่นๆ จำนวน 24 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 40.68 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ ปัญหาที่บุคลากรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
6.4.1 จำนวนจุดบริการเครื่องทำน้ำเย็นสำหรับบุคลากรไม่เพียงพอ โดยเฉพาะ อาจารย์  ซึ่งมีที่ห้องภาควิชาการบัญชีที่เดียว ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไข ไว้คือ อนุมัติงบประมาณจัดซื้อ โดยติดตั้งให้ทุกห้องทำงานโดยทั่วถึงกัน โดยไม่ต้องให้บุคลากรเทน้ำดื่มทั้งถังน้ำ เพราะทั้งหนักและไม่สะดวก อีกทั้งไม่งามตาแก่ผู้พบเห็น ทั้งนี้เนื่องจากน้ำดื่มถือเป็นความจำเป็นพื้นฐานที่สถาบันต้องจัดให้บุคลากร
6.4.2 เครื่องกรองน้ำที่มีอยู่ตามจุดต่างๆไม่สะอาด มีคราบสนิมเกาะ บางตัวใช้งาน ไม่ได้ และบุคลากรไม่มั่นใจว่าน้ำที่ดื่มจากเครื่องกรองน้ำของวิทยาลัย จะสะอาดด้วย หรือเปล่า จึงไม่กล้าดื่ม ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรจะตรวจสอบ ซ่อมแซม หรือจัดหาเครื่องกรองน้ำที่มีคุณภาพแทนเครื่องเดิมที่มีอยู่
6.4.3 ถังน้ำดื่มที่แม่บ้านยกมาให้บริการไม่สะอาด น้ำข้างในก็ไม่สะอาด มีตะกอนตกค้าง เป็นอันตรายต่อสุขภาพ บางครั้งไม่แน่ใจว่าแม่บ้านเอาถังน้ำดื่มเดิมไปเติมน้ำที่ไหน ให้บุคลากรดื่ม เนื่องจากถังน้ำดื่มไม่มีพลาสติกปิดไว้อย่างถูกสุขอนามัย ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ จัดซื้อน้ำดื่มจากบริษัทที่ได้มาตรฐาน มีเครื่องหมายมาตรฐานอุตสาหกรรม รับรอง ถูกสุขอนามัย
6.4.4 ไม่มีกาต้มน้ำร้อน กาแฟ ไมโล ชา ให้บุคลากรได้ดื่มพักเบรค ทั้งนี้ผู้ตอบ แบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรอนุมัติงบประมาณจัดซื้อ

6.5 ปัญหาอื่นๆ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาอื่นๆอันนอกเหนือจากปัญหาด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในที่ทำงานดังระบุข้างต้น จำนวน 2 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 3.39 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหาที่บุคลากรระบุได้ดังนี้คือ
6.5.1 ปัญหางบประมาณถ่ายเอกสารมีจำกัด เนื่องจากบางวิชายังไม่มีหนังสือเรียน เป็นเล่ม จึงต้องถ่ายเอกสารเป็นจำนวนมากเพื่อรวบรวมเอกสารการสอน
6.5.2 ปัญหาเรื่องการตอกบัตร โดยเฉพาะการคิดเวลาการทำงานของฝ่ายบุคคล กล่าวคือ บุคลากรไปอบรมและได้ยื่นเรื่องให้ฝ่ายบุคคลทราบแล้ว หรือการหยุดวันทำงานราชการ แต่มาทำงานวันเสาร์อาทิตย์ ทั้งนี้ฝ่ายบุคคลไม่ได้คำนวณเวลาทำงานส่วนนี้ให้

7. ด้านเงินเดือนและสวัสดิการ
7.1 ปัญหาเกี่ยวกับเงินเดือน
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับเงินเดือน จำนวน 40 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 67.8 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหา ที่บุคลากรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
7.1.1 ปัญหาเรื่องเงินเดือนน้อยเกินไป ส่งผลให้รายได้ไม่เหมาะสมกับภาวะ เศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าน้ำมัน ปัจจุบันมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ และเมื่อเทียบ กับสถาบันระดับเดียวกันแล้ว พบว่าสถาบันอื่นได้รับเงินเดือนสูงกว่า โดยเฉพาะสถาบันของรัฐ ทั้งๆที่เราเป็นเอกชนแต่กลับได้เงินเดือนน้อยกว่า นอกจากนี้เงินเดือนน้อยยังไม่จูงใจคนทำงาน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรเพิ่มเงินเดือนโดยพิจารณาให้เหมาะสม กับค่าครองชีพและสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
7.1.2 ปัญหาเกี่ยวกับฐานเงินเดือนน้อยเมื่อเทียบกับภาครัฐและภาคเอกชนอื่นๆ ที่ฐานเงินเดือนปริญญาโทคือ 15,000 บาท ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรปรับฐานเงินเดือนให้เหมือนกับสถาบันอื่น ให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
 
7.2 ปัญหาเกี่ยวกับขั้นของเงินเดือน
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับขั้นของเงินเดือน จำนวน 30 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 50.84 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหาที่บุคลากร ระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
7.2.1 ปัญหาขั้นเงินเดือนน้อยเกินไป ซึ่งยังไม่มีมาตรฐานทัดเทียมกับหน่วยงาน ราชการและองค์กรอื่นๆ ทั้งๆที่เราเป็นเอกชน โดยเฉพาะขั้นละ 350 บาท ที่แสดงให้เห็นตัวเลข ที่น้อยมาก ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรพิจารณาปรับปรุงเพิ่มขั้นเงินเดือน ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ อย่างน้อยให้เทียบเท่ามาตรฐานราชการหรือองค์กรอื่น คือ 500-700 บาท เพื่อบุคลากรจะได้มีกำลังใจทำงาน
7.2.2 ปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาของการปฏิบัติงานกับขั้นของเงินเดือน กล่าวคือ บุคลากรที่อยู่มานานได้สวัสดิการ เงินเดือนเทียบเท่ากับบุคลากรที่เข้างานทีหลัง ทั้งนี้ผู้ตอบแบบ สอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรมีสวัสดิการ โบนัส ฐานเงินเดือน และค่าประสบการณ์ ให้กับผู้ปฏิบัติงานตามระยะเวลาที่เข้าทำงาน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีต่อการทำงาน

7.3 ปัญหาเกี่ยวกับสิทธิการลาหยุด
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับสิทธิการลาหยุด จำนวน 5 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 8.47 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหาที่บุคลากร ระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
7.3.1 ปัญหาการใช้สิทธิการลาไม่หมดในแต่ละรอบปี กล่าวคือ บางครั้ง บุคลากรใช้สิทธิการลาพักร้อนไม่หมดในแต่ละรอบปี แล้วสิทธินั้นก้ถูกยกเลิกไป ทั้งนี้ผู้ตอบ แบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรพิจารณายกยอดการได้สิทธิลาหยุดพักร้อนในกรณี ใช้ไม่หมดไปใช้ในปีถัดไปได้ อาจจะไม่ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ขอให้มี
7.3.2 ปัญหาการหยุดพักผ่อนไม่ได้เต็มที่ในช่วงปิดเทอม เนื่องจากมักจะมี การสัมมนาหรืออบรมในช่วงนี้พอดี ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ช่วงปิดเทอม ควรพิจารณาช่วงเวลาการอบรม สัมมนาให้เหมาะสม เพื่อบุคลากรจะได้ใช้สิทธิการลาพักผ่อน อย่างเต็มที่

7.4 ปัญหาเกี่ยวกับระบบสวัสดิการ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับระบบสวัสดิการ จำนวน 18 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 30.50 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหาที่บุคลากร ระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
7.4.1 สวัสดิการที่ได้รับยังน้อยมาก โดยเฉพาะสวัสดิการด้านการรักษา ค่าพยาบาลของครอบครัว ( พ่อ-แม่สายตรงของบุคลากร ) ซึ่งทำให้บุคลากรไม่มีความมั่นคง มั่นใจ ในการทำงาน ถึงแม้จะมีระบบประกันสังคมให้บุคลากรแล้วก็ตาม ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอ แนวทางแก้ไขไว้คือ ควรเพิ่มสวัสดิการรักษาพยาบาลพ่อแม่สายตรง เพื่อความอุ่นใจในการทำงาน นอกจากนี้ควรเพิ่มสวัสดิการด้าน เบี้ยขยัน และค่าครองชีพอื่นๆให้อย่างเหมาะสม
7.4.2 ปัญหาการขึ้นเงินเดือนปีละ 1 ครั้งทำให้บุคลากรขาดขวัญและกำลังใจ ปฏิบัติงาน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน หรือปรับขึ้นเงินเดือนปีละ 2 ครั้ง

7.5 ปัญหาเกี่ยวกับค่าตอบแทนในลักษณะต่างๆ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับค่าตอบแทนในลักษณะต่างๆ จำนวน 21 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 35.58 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ ปัญหาที่บุคลากรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
7.5.1 ปัญหาการมาทำงานล่วงเวลา โดยเฉพาะวันหยุดแล้วไม่ได้รับค่าตอบแทน เช่นการสัมภาษณ์นักศึกษา รับปริญญา เปิดตึกใหม่ ทำให้บุคลากรสูญเสียรายได้ส่วนตัวช่วงวันหยุดนั้น โดยไม่ได้ค่าตอบแทนจากสถาบัน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรมีการจ่าย ค่าล่วงเวลาในกรณีมาทำงานในวันหยุดหรือหลังเวลาทำงาน เพราะถึงแม้บุคลากรจะมาปฏิบัติ หน้าที่ ด้วยความตั้งใจ แต่การจ่ายค่าตอบแทนก้เป็นการแสดงถึงการตอบแทนความมีน้ำใจของบุคลากร ทั้งนี้เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีด้วย
7.5.2 ปัญหาค่าตอบแทนงานวิจัยได้น้อย ไม่จูงใจให้บุคลากรทำงานวิจัย ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรพิจารณาเพิ่มค่าตอบแทนงานวิจัย ให้มากกว่าที่เป็นอยู่อย่างเหมาะสม
7.5.3 ปัญหาความล่าช้าในการเบิกค่าตอบแทนต่างๆ ทั้งนี้ผู้ตอบแบบ สอบถาม ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรเพิ่มความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน
7.5.4 ปัญหาการเบิกค่าน้ำมันรถส่วนตัวในอัตราที่น้อยเกินไป ทั้งนี้ผู้ตอบแบบ สอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรพิจารณาปรับเพิ่มค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก และค่าพาหนะส่วนตัวใหม่

7.6 ปัญหาเกี่ยวกับที่พักอาศัย
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับที่พักอาศัย จำนวน 5 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 8.47 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหาที่บุคลากร ระบุได้ดังนี้คือ
ปัญหาที่พักอาศัยส่วนตัวคับแคบ ค่าเช่าแพง ไม่มีที่พักอาศัยส่วนตัว การเดินทางไกล ลำบากไม่สะดวก ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ สถาบันควรสร้างหอพักเป็น สวัสดิการให้

7.7 ปัญหาอื่นๆ - บุคลกรระบุเรื่องค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าล่วงเวลา ซึ่งตรงกับข้อ 7.5

8. ด้านสภาพการทำงานและลักษณะงาน
8.1 ปัญหาเกี่ยวกับจำนวนผู้ปฏิบัติงาน
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับจำนวนผู้ปฏิบัติงาน จำนวน 15 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 25.42 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหา ที่บุคลากรระบุได้ดังนี้คือ
จำนวนผู้ปฏิบัติงานบางแผนกมีอัตรากำลังน้อย และโดยเฉพาะจำนวนอาจารย์ ที่มีไม่เหมาะสมต่อจำนวนนักศึกษา ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรเพิ่ม อัตรากำลังคนให้เหมาะสมกับภาระงาน

8.2 ปัญหาเกี่ยวกับความเป็นอิสระในการทำงาน
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับความเป็นอิสระในการทำงาน จำนวน 4 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 6.77 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ ปัญหาที่บุคลากรระบุได้ดังนี้คือ
ปัญหาขาดความเป็นอิสระในการทำงานเพราะกรอบระเบียบนโยบายแคบเกินไป ขาดความหว้างด้านวิชาการ อีกทั้งรู้สึกว่าเจ้านายเข้มงวดเกินไป

8.3  ปัญหาเกี่ยวกับความก้าวหน้า
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับความก้าวหน้า จำนวน 18 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 30.50 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหา ที่บุคลากรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
8.3.1 ปัญหาความก้าวหน้าด้านตำแหน่งหน้าที่ทางวิชาการต่ำ บางครั้งบุคลากร มองไม่เห็นอนาคตทางหน้าที่การงานที่แน่นอน นอกจากนี้ถ้าเทียบกับสถาบันระดับเดียวกันแล้ว พบว่า ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานจะช้ากว่าสถาบันอื่น ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทาง แก้ไข ไว้คือ ควรมีการแสดงให้เห็นเด่นชัดว่าในแต่ละสายงานจะมีความก้าวหน้าไปได้มากน้อยขนาดไหน เช่น เงินเพิ่มหรือตำแหน่งเพิ่มได้สูงสุดแค่ไหน เท่าไหร่ เมื่อมีการระบุความก้าวหน้าให้ชัดเจน ทั้งเรื่อง เงินและตำแหน่ง บุคลากรทุกคนก็จะได้ก้าวไปสูงสุดในสายงานแบบ WIN-WIN
8.3.2 ขาด Career path ที่ชัดเจน ในส่วนของบุคลากรสนับสนุนการสอน ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรพัฒนาเรื่อง Career path ในสายงานสนับสนุน การสอนมากขึ้น
8.3.3 ปัญหาการกำหนดอัตราการให้เงินเดือน 2 ขั้น ก่อให้คนที่ได้ 2 ขั้นมาตลอด เกิดความไม่มั่นใจว่าจะได้อีกหรือไม่ ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรใช้ มาตรฐานงานวิชาการเป็นเกณฑ์

8.4  ปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคง
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคง จำนวน 11 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 18.64 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหาที่บุคลากร ระบุได้ดังนี้คือ
บุคลากรที่ตอบแบบสอบถามระบุว่าไม่มีความมั่นคงในการทำงาน เนื่องจากเป็นสถาบัน ที่มีอัตราการเข้าออกของบุคลากรสูงมาก เนื่องจากสถาบันไม่มีระบบอะไร ที่จะจูงใจให้บุคลากร เกิดความเชื่อมั่นและมั่นคงในหน้าที่การงาน นอกจากนี้บุคลากรบางคนยังไม่แน่ใจว่า นอกจากทำงานที่สถาบันนี้แล้วอาจจะมีโอกาสได้เปลี่ยนงานในองค์กรอื่นๆอีกหรือไม่  ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรเพิ่มสวัสดิการ และค่าตอบแทน ในอัตราที่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เพื่อช่วยให้บุคลากรมีความเชื่อมั่น มั่นคง และมีความสุขกับการทำงาน

8.5  ปัญหาเกี่ยวกับความเหมาะสมของปริมาณงาน
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับความเหมาะสมของปริมาณงาน จำนวน 13 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 22.83 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ ปัญหาที่บุคลากรระบุได้ดังนี้คือ
บุคลากรที่ตอบแบบสอบถามระบุว่า มีปัญหาภาระงานล้นมือ จนทำให้ประสิทธิภาพ ของงานลดลง เพราะไม่มีระบบงานและการจูงใจที่ดี ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทาง แก้ไขไว้คือ สร้างระบบงานที่เหมาะสมกับปริมาณคนและสร้างระบบการจูงใจที่ดี

8.6  ปัญหาเกี่ยวกับระบบงาน
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับระบบงาน จำนวน 10 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 16.94 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหาที่บุคลากร ระบุได้ดังนี้คือ
บุคลากรที่ตอบแบบสอบถามระบุว่า มีปัญหาการสั่งงานซ้ำซ้อนกัน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบ สอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรจัดระบบงานโดยมอบหมายภาระงานให้ชัดเจน เป็นระบบ เป็นเอกเทศ

8.7  ปัญหาความเหมาะสมของงานกับความรู้ความสามารถ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเลือกตอบปัญหาเกี่ยวกับความเหมาะสมของงานกับความรู้ความสามารถ จำนวน 1 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 1.69 โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดของปัญหา

8.8  ปัญหาเกี่ยวกับความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน จำนวน 7 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 11.86 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ ปัญหาที่บุคลากรระบุได้ดังนี้คือ
บุคลากรที่ตอบแบบสอบถามระบุว่า มีปัญหาการทำงานล่าช้า เนื่องจากบางปัญหาต้องใช้ เวลาพิสูจน์นาน อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายเงิน โดยเฉพาะกรณีเร่งด่วน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ผู้บังคับบัญชาต้องเข้าใจภาะงานที่มอบหมายให้ทำ

8.9  ปัญหาเกี่ยวกับความท้าทายของงาน
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับความท้าทายของงาน จำนวน 2 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 3.38 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหาที่บุคลากร ระบุได้ดังนี้คือ
บุคลากรที่ตอบแบบสอบถามระบุว่า งานที่ทำอยู่ขาดความท้าทายขาดโอกาสด้าน ความคิดสร้างสรรค์ เนื่องมาจากสภาพแวดล้อมด้านการทำงานไม่เอื้ออำนวย

8.10 ปัญหาเกี่ยวกับความชัดเจนในอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับความชัดเจนในอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ จำนวน 5 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 8.47 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหาที่บุคลากรระบุได้ดังนี้คือ
บุคลากรที่ตอบแบบสอบถามระบุว่า การแบ่งแยกอำนาจหน้าที่และคึวามรับผิดชอบ ยังคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรกำหนดนโยบาย การทำงานอย่างชัดเจน

8.11 ปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสาร
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสาร จำนวน 5 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 8.47 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหาที่บุคลากร ระบุได้ดังนี้คือ
บุคลากรที่ตอบแบบสอบถามระบุว่า มีการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน เนื่องจากแต่ละหน่วยงาน ก็แจ้งข้อมูลข่าวสารที่ซ้ำซ้อนกันแต่ข้อมูลไม่ค่อยตรงกัน นอกจากนี้ยังพบว่ามีปัญหา การสื่อสาร ทางคอมพิวเตอร์ที่ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์สื่อไม่ตรงกัน เนื่องจากความรู้ด้านเทคโนโลยีไม่เท่ากัน  ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรมีการแจ้งข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานหลักเพียงหน่วยงานเดียวอย่างชัดเจน และในกรณีการใช้ภาษาคอมพิวเตอร์สื่อสารกันควรศึกษา เพิ่มเติม มากขึ้น

8.12 ปัญหาเอื่นๆ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาสภาพการทำงานและลักษณะงานในด้านอื่นๆ จำนวน 6 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 10.16 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ ปัญหาที่บุคลากรระบุได้เป็นประเด็นดังต่อไปนี้
8.12.1 ปัญหาการประเมินการสอนของอาจารย์ต้องคีย์ข้อมูลหลายพันชุด และคอม- พิวเตอร์มีประสิทธิภาพต่ำ ส่งผลให้ในช่วงคีย์ข้อมูลไม่สามารถทำงานอย่างอื่นได้เลย ทั้งนี้ผู้ตอบแบบ สอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ
8.12.2 ปัญหาการถูกเร่งงาน เพราะเร่งงานแล้วทำไม่ทัน งานออกมาไม่มีคุณภาพ ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ทุกคนต้องใจเย็น เข้าใจงานซึ่งกันและกัน
8.12.3 ปัญหาการจัดประชุมไม่กระชับเวลา และมักจัดช่วงเย็นซึ่งเป็นเวลาของ ครอบครัว ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรจัดเวลาประชุมให้เหมาะสม คือให้อยู่ในช่วงเวลาการทำงาน และควรจัดวาระการประชุมให้ชัดเจน ไม่พูดนอกเรื่อง

9. ด้านชีวิตส่วนตัว
9.1 ปัญหาเกี่ยวกับภาระหนี้สิน
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับภาระหนี้สิน จำนวน 9 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 15.25 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหาที่บุคลากร ระบุได้ดังนี้คือ
บุคลากรที่ตอบแบบสอบถามระบุว่า มีปัญหาเรื่องการกู้หนี้ยืมสิน เนื่องจากส่วนใหญ่ อยู่ในช่วงการสร้างฐานะ  และบุคลากรบางคนก็มีฐานะค่อนข้างยากจน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรสนับสนุนเงินลงทุน โดยการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ

9.2  ปัญหาเกี่ยวกับภาระครอบครัว
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาเกี่ยวกับภาระครอบครัว จำนวน 3 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 5.08 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหาที่บุคลากร ระบุได้ดังนี้คือ
บุคลากรที่ตอบแบบสอบถามระบุว่า มีปัญหาเรื่องเงินเดือนและค่าตอบแทนที่ได้ ไม่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ส่งผลให้บุคลากรบางคนเป็นกังวลกับภาระที่ต้องเลี้ยงดูลูก และจุนเจือครอบครัวบางคนอยากสร้างครอบครัวแต่ไม่มีเงินเก็บ ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้เสนอ แนวทางแก้ไขไว้คือ ควรพิจารณาฐานเงินเดือนและค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

9.3  ปัญหาอื่นๆ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาชีวิตส่วนตัวด้านอื่นๆ จำนวน 2 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 3.38 ซึ่งสามารถสังเคราะห์ปัญหาที่บุคลากร ระบุได้ดังนี้คือ
มีปัญหาเรื่องสถานที่ออกกำลังกายที่ไม่ค่อยเพียงพอต่อความต้องการ ทั้งนี้ผู้ตอบ แบบสอบถามได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรส่งเสริมด้านสุขภาพ และสร้างสถานที่ออกกำลังกาย รองรับ

 

10.  ด้านอื่นๆ
บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นระบุถึงปัญหาการทำงานด้านอื่นๆ ซึ่งสามารถสังเคราะห์ ปัญหาที่บุคลากรระบุได้ดังนี้คือ
ปัญหาส่วนใหญ่มักมาจากอัตราเงินเดือนที่ไม่ค่อยเพียงพอกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นใน ปัจจุบันส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต เกิความกังวลใจเรื่องรายได้ เพราะมีภาระทางครอบครัว ที่ต้องรับผิดชอบ อีกทั้งยังมีหนี้สินที่ต้องยืมมาเพื่อดำรงชีพ และสร้าง ครอบครัว ทั้งนี้ผู้ตอบแบบ สอบถาม ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้คือ ควรพิจารณาเพิ่มเงินเดือน และค่า ครองชีพให้เหมาะสม กับภาวะการณ์ปัจจุบัน

11. ความคิดเห็นที่มีต่อผู้บริหารตั้งแต่คณบดีขึ้นไป
11.1 คณบดี
บุคลากรที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เห็นว่า คณบดีมีความละเอียดรอบคอบ มีความห่วงใยทุกข์สุขของผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นผู้มองการณ์ไกล มีความยุติธรรม เป็นที่รักของ ผู้ใต้บังคับบัญชา วางตัวได้เหมาะสม มีความใจดี เป็นกันเอง สามารถปรึกษาได้ทุกเมื่อ อีกทั้งยังเป็น คนใจเย็น อดทน  แต่บางครั้งก็เหมือนขาดอำนาจในการตัดสินใจ และมีบ้างที่ขี้ลืม โดยสรุปแล้วคณบดี มีความเหมาะสมแก่การเป็นผู้บริหาร
11.2 รองอธิการบดี
บุคลากรที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เห็นว่า รองอธิการบดีมีความพยายามพัฒนา สถาบัน บุคลากร นักศึกษาและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ที่ทำงานอย่างมุ่งมั่น จริงจัง มุ่งหวังผลสำเร็จ  ใจดี แต่บางครั้งด้วยความที่โหมงานเกินไปส่งผลให้บุคลากรขาดโอกาสเข้าพบ ทั้งนี้บุคลากรบางคนระบุว่า อยากเข้าพบเพื่อบอกให้รักษาสุขภาพ และแสดงความรักความปรารถนาดีที่มีต่อรองอธิการบดี ในขณะเดียวกันบุคลากรบางคนก็ระบุว่าบางครั้งรองอธิการบดีเอาใจเข้าฝ่ายลูกค้าเกินไปจนทำให้ สถาบันขาดความเป็นระเบียบวินัย นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการจัดสรรงบประมาณที่เห็นว่า ยังไม่ค่อย เหมาะสม โดยเฉพาะการเน้นพัฒนานักศึกษามากกว่าเน้นรูปลักษณ์ภายนอกของสถาบัน เนื่องจากเห็นว่าสถาบันยังไม่เป็นที่รู้จักของสังคมดีพอ
11.3 อธิการบดี
บุคลากรที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เห็นว่า อธิการบดีเป็นตัวอย่างที่ดี ในการทำงาน เอาใจใส่บุคลากรดี ไม่ลำเอียง ใช้อำนาจในทางที่ถูก ไม่บังคับบุคลากร ตั้งใจทำงาน มุ่งมั่นที่จะทำให้สถาบันไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ เป็นผู้ที่ห่วงใยทุกข์สุขของผู้ใต้บังคับบัญชาทุกเรื่อง ทั้งนี้บุคลากรบางคนระบุว่าอธิการบดีเป็นคุณปู่ที่น่านับถือจริงๆ ในขณะที่บุคลากรบางคนระบุว่า ความมุ่งมั่นของอธิการบดีบางครั้งดูเหมือนกลายเป็นคนจ้ำจี้จ้ำไชเกินไป บางครั้งก็ดูเหมือนอธิการบดี ขาดอำนาจการตัดสินใจ เพราะบางครั้งนโยบายการทำงานของอธิการบดีก็ขัดกับนโยบาย ของเจ้าของ สถาบัน อย่างไรก็ตามบุคลากรเข้าใจสภาวะการณ์นี้เป็นอย่างดี โดยระบุว่าน่าเห็นใจอธิการบดี นอกจากนี้บุคลากรบางคนระบุว่าอธิการบดีควรปรับทัศนคติให้ยืดหยุ่นมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ควรยึดติด กับกฎเกณฑ์และข้อบังคับมากเกินไป และควรให้อิสระทางความคิดแก่บุคลากรมากกว่านี้ เพื่อที่จะให้ ทุกฝ่ายทำงานด้วยกันอย่างมีความสุข และมีความก้าวหน้าทั้งองค์กร

12. ปัญหาที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานมากที่สุด
ประเด็นนี้ผู้วิจัยให้บุคลากรเลือกตอบปัญหาที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานมากที่สุด จากจำนวนตัวเลือก 10 ข้อ อย่างไรก็ตามผู้วิจัยพบว่า มีบุคลากรบางคนเห็นว่ามีปัญหาที่กระทบ ต่อการปฏิบัติงานมากที่สุดเท่ากันมากกว่า 1 ปัญหา โดยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ดังนี้
12.1 ปัญหาด้านนโยบาย
บุคลากรเห็นว่าปัญหาด้านนโยบายมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานมากที่สุด จำนวน 12 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 20.33
12.2 ปัญหาด้านผู้บังคับบัญชา (ระดับชั้นต้น)
บุคลากรเห็นว่าปัญหาด้านผู้บังคับบัญชา (ระดับชั้นต้น) มีผลกระทบต่อ การปฏิบัติงานมากที่สุด จำนวน 1 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 1.69
12.3 ปัญหาด้านเพื่อนร่วมงาน
บุคลากรเห็นว่าปัญหาด้านเพื่อนร่วมงานมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานมากที่สุด จำนวน 2 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 3.38
12.4 ปัญหาด้านผู้ใต้บังคับบัญชา
บุคลากรเห็นว่าปัญหาด้านผู้ใต้บังคับบัญชามีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานมากที่สุด จำนวน 3 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 5.08
12.5 ปัญหาด้านสถานที่
บุคลากรเห็นว่าปัญหาด้านสถานที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานมากที่สุด จำนวน 8 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 13.55
12.6 ปัญหาด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงาน
บุคลากรเห็นว่าปัญหาด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงานมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานมากที่สุด จำนวน 15 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 25.42
12.7 ปัญหาด้านเงินเดือนและสวัสดิการ
บุคลากรเห็นว่าปัญหาด้านเงินเดือนและสวัสดิการมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานมากที่สุด จำนวน 34 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 57.62
12.8 ปัญหาด้านสภาพการทำงานและลักษณะงาน
บุคลากรเห็นว่าปัญหาด้านสภาพการทำงานและลักษณะงานมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานมากที่สุด จำนวน 9 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 15.25
12.9 ปัญหาด้านชีวิตส่วนตัว
บุคลากรเห็นว่าปัญหาด้านชีวิตส่วนตัวมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานมากที่สุด จำนวน 5 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 8.47
12.10 ปัญหาด้านอื่นๆ (ให้บุคลากรระบุ)
บุคลากรเห็นว่าปัญหาด้านอื่นๆมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานมากที่สุด จำนวน 1 คน จากแบบสอบถามที่ได้รับคืนจำนวน 59 ชุด คิดเป็นร้อยละ 1.69 โดยบุคลากรที่เลือกตอบข้อนี้ระบุว่า ปัญหาที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานมากที่สุดได้แก่ปัญหาอันเนื่องมาจากพฤติกรรมของตัวเอง

 

 

 

 

 


บทที่ 5
สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ

  การวิจัยเรื่อง “ปัญหาและความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของบุคลากรวิทยาลัย ฟาร์อีสเทอร์น” ครั้งนี้ ผู้ศึกษาวิจัยสามารถสรุปและอภิปรายผลด้านปัญหาและความคิดเห็น เกี่ยวกับการปฏิบัติงาน ของบุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นตามหัวข้อต่อไปนี้

สรุปผลการวิจัย
  สรุปผลด้านปัญหาและความคิดเห็นแยกรายประเด็น
1. ปัญหาด้านนโยบาย บุคลากรส่วนใหญ่มีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมากที่สุด รองลงมาได้แก่ปัญหาเกี่ยวกับการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง ปัญหาเกี่ยวกับการให้ความสนับสนุน และโอกาส ปัญหาเกี่ยวกับการให้ข้อมูลข่าวสาร  ปัญหาเกี่ยวกับกฏระเบียบข้อบังคับ  และปัญหา เกี่ยวกับสายการบังคับบัญชาและอำนาจที่ได้รับ ตามลำดับ
2. ปัญหาด้านผู้บังคับบัญชาระดับต้น : หัวหน้าภาควิชา/ศูนย์/สำนัก(สำหรับผู้ปฏิบัติงาน) บุคลากรส่วนใหญ่มีปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสาร มากที่สุด รองลงมาได้แก่ปัญหาเกี่ยวกับ การรับฟัง ความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชา และปัญหาเกี่ยวกับความยุติธรรม  ลำดับต่อมาได้แก่ปัญหาอื่นๆ ซึ่งบุคลากรระบุว่าเป็นปัญหาภาวะการเป็นผู้นำของผู้บังคับบัญชาระดับต้น ปัญหาเกี่ยวกับการไว้วางใจ และให้โอกาส ปัญหาการเป็นแบบอย่าง ปัญหาเกี่ยวกับศักยภาพ ปัญหาเกี่ยวกับการยอมรับ และปัญหา เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือผู้ใต้บังคับบัญชา ตามลำดับ
3. ปัญหาด้านเพื่อนร่วมงาน บุคลากรส่วนใหญ่มีปัญหาเกี่ยวกับความสามัคคี และปัญหา เกี่ยวกับความร่วมมือมากที่สุด รองลงมาได้แก่ปัญหาเกี่ยวกับความเป็นกันเอง และปัญหาเกี่ยวกับ การสื่อสาร สุดท้ายได้แก่ปัญหา เกี่ยวกับศักยภาพ ตามลำดับ
4. ปัญหาด้านผู้ใต้บังคับบัญชา บุคลากรส่วนใหญ่มีปัญหาเกี่ยวกับการอุทิศตน/การเสียสละ ปัญหาเกี่ยวกับศักยภาพ และปัญหาอื่นๆ ซึ่งระบุว่าขาดงบประมาณเลี้ยงรับรองของแผนกหรือภาควิชา มากที่สุด รองลงมาได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับการยอมรับนับถือ ปัญหาเกี่ยวกับการให้ความร่วมมือ และปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสาร อย่างละเท่าๆกัน
5. ปัญหาด้านสถานที่ บุคลากรส่วนใหญ่มีปัญหาเกี่ยวกับที่จอดรถมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับห้องน้ำ ปัญหาเกี่ยวกับที่พักผ่อนหย่อนใจ ปัญหาเกี่ยวกับห้องทำงาน ปัญหาเกี่ยวกับ ห้องเรียน (เฉพาะงานสอน)  ปัญหาเกี่ยวกับศูนย์อาหาร  ปัญหาเกี่ยวกับห้องปฏิบัติการ (เฉพาะงานสอน)  ปัญหาเกี่ยวกับห้องสมุด ตามลำดับ
6. ปัญหาด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงาน บุคลากรส่วนใหญ่มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำดื่ม และเครื่องดื่มอื่นๆ (สำหรับให้บริการในสำนักงาน) มากที่สุด รองลงมาได้แก่ปัญหาเกี่ยวกับ อุปกรณ์สำนักงาน ปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์ด้านการสอน (เฉพาะงานสอน)ปัญหาเกี่ยวกับพาหนะเดินทาง (ที่ใช้ในงานของวิทยาลัย) และปัญหาอื่นๆ ซึ่งระบุว่างบประมาณถ่ายเอกสารของภาควิชามีอยู่จำกัด  ตามลำดับ
7. ปัญหาด้านเงินเดือนและสวัสดิการ  บุคลากรส่วนใหญ่มีปัญหาเกี่ยวกับเงินเดือนมากที่สุด รองลงมาได้แก่ปัญหาเกี่ยวกับขั้นของเงินเดือน ปัญหาเกี่ยวกับค่าตอบแทนในลักษณะต่างๆ ปัญหาเกี่ยวกับระบบสวัสดิการ ตามลำดับ  ปัญหาเกี่ยวกับสิทธิการลาหยุด  ปัญหาเกี่ยวกับที่พักอาศัย และปัญหาอื่นๆซึ่งระบเกี่ยวกับค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าล่วงเวลาในการทำงาน ตามลำดับ
8. ปัญหาด้านสภาพการทำงานและลักษณะงาน บุคลากรส่วนใหญ่มีปัญหาเกี่ยวกับ ความก้าวหน้ามากที่สุด รองลงมาได้แก่ปัญหาเกี่ยวกับจำนวนผู้ปฏิบัติงาน ปัญหาเกี่ยวกับ ความเหมาะสมของปริมาณงาน ปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคง ปัญหาเกี่ยวกับระบบงาน  ปัญหาเกี่ยวกับความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน ปัญหาอื่นๆซึ่งระบุเกี่ยวกับปัญหาภาระ การประเมิน การสอน ปัญหาการเร่งงานและปัญหาการจัดประชุม  ลำดับต่อมาได้แก่ปัญหาเกี่ยวกับความชัดเจน ในอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ  ปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสาร ปัญหาเกี่ยวกับความเป็นอิสระในการ ทำงาน ปัญหาเกี่ยวกับความท้าทายของงาน และปัญหาเกี่ยวกับความเหมาะสมของงาน กับความรู้ ความสามารถ ตามลำดับ
9. ปัญหาด้านชีวิตส่วนตัว บุคลากรส่วนใหญ่มีปัญหาเกี่ยวกับภาระหนี้สินมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับภาระครอบครัว และปัญหาอื่นๆ ซึ่งระบุเกี่ยวกับความไม่เพียงพอของสถานที่ ออกกำลังกาย ตามลำดับ
10. ปัญหาด้านอื่นๆ บุคลากรส่วนใหญ่ระบุว่าปัญหาส่วนใหญ่มักมาจากอัตราเงินเดือน ที่ไม่ค่อยเพียงพอกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นในปัจจุบัน 

สรุปความคิดเห็นที่มีต่อผู้บริหารตั้งแต่คณบดีขึ้นไป
1. คณบดี
บุคลากรที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เห็นว่า คณบดีมีความละเอียดรอบคอบ มีความห่วงใยทุกข์สุขของผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นผู้มองการณ์ไกล มีความยุติธรรม เป็นที่รักของ ผู้ใต้บังคับบัญชา วางตัวได้เหมาะสม มีความใจดี เป็นกันเอง สามารถปรึกษาได้ทุกเมื่อ อีกทั้งยังเป็น คนใจเย็น อดทน  แต่บางครั้งก็ขาดอำนาจในการตัดสินใจ และมีบ้างที่ขี้ลืม โดยสรุปแล้วคณบดีมีความ เหมาะสมแก่การเป็นผู้บริหาร
2. รองอธิการบดี
บุคลากรที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เห็นว่า รองอธิการบดีมีความพยายาม พัฒนาสถาบัน บุคลากร นักศึกษาและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ที่ทำงานอย่างมุ่งมั่น จริงจัง มุ่งหวังผลสำเร็จ มีความใจดี แต่บางครั้งหาโอกาสเข้าพบได้ยาก ในขณะเดียวกัน บางครั้งรองอธิการบดีเอาใจ เข้าฝ่ายลูกค้าเกินไปจนทำให้สถาบันขาดความเป็นระเบียบวินัย นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการจัดสรร งบประมาณที่เห็นว่ายังไม่ค่อยเหมาะสม โดยเฉพาะการเน้นพัฒนานักศึกษามากกว่าเน้นรูปลักษณ์ ภายนอกของสถาบัน เนื่องจากเห็นว่าสถาบันยังไม่เป็นที่รู้จักของสังคมดีพอ
3. อธิการบดี
บุคลากรที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เห็นว่า อธิการบดีเป็นตัวอย่างที่ดี ในการทำงาน เอาใจใส่บุคลากรดี ไม่ลำเอียง ใช้อำนาจในทางที่ถูก ไม่บังคับบุคลากร ตั้งใจทำงาน มุ่งมั่นที่จะทำให้สถาบันไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ เป็นผู้ที่ห่วงใยทุกข์สุขของผู้ใต้บังคับบัญชาทุกเรื่อง  ในขณะที่ ความมุ่งมั่นของอธิการบดีอาจดูเหมือนกลายเป็นการจ้ำจี้จ้ำไชเกินไป บางครั้งขาดอำนาจ การตัดสินใจ และควรปรับทัศนคติให้ยืดหยุ่นมากกว่าที่เป็นอยู่

  สรุปผลด้านปัญหาที่มีผลกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรมากที่สุด
  ปัญหาที่มีผลกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรมากที่สุดได้แก่ ปัญหาด้าน เงินเดือนและสวัสดิการ รองลงมาได้แก่ ปัญหาด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงาน ปัญหาด้าน นโยบาย ปัญหาด้านสภาพการทำงานและลักษณะงาน และปัญหาด้านสถานที่ ตามลำดับ

อภิปรายผลการวิจัย
  การอภิปรายผลครั้งนี้ผู้วิจัยจะเลือกอภิปรายเฉพาะประเด็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของบุคลากรมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่  ปัญหาด้านเงินเดือนและสวัสดิการ รองลงมาได้แก่ ปัญหาด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงาน ปัญหาด้านนโยบาย ปัญหาด้านสภาพ การทำงาน และลักษณะงาน และปัญหาด้านสถานที่ ตามลำดับ
  ปัญหาด้านเงินเดือนและสวัสดิการ
จากผลการวิจัยพบว่า ปัญหาด้านเงินเดือนและสวัสดิการมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรมากที่สุด ทั้งนี้เนื่องจากเงินเดือนและสวัสดิการเป็นผลตอบแทนที่ได้รับจากการปฏิบัติงาน โดยตรง และการดำเนินชีวิตของบุคลากรก็ล้วนต้องอาศัยปัจจัยด้านเงินเดือนและสวัสดิการโดยตรงเช่นกัน  ผลดังกล่าวนี้สอดคล้องกับทฤษฎีว่าด้วยขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ของ Ovard (อ้างใน อำนาจ กิติวรรณ, 2533,หน้า 49) ที่ได้แบ่งปัจจัยหรือองค์ประกอบที่มีผลกระทบต่อขวัญ ในการปฏิบัติ งานออกเป็น 2 ลักษณะ หนึ่งในนั้นคือปัจจัยทางวัตถุ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับสภาพการทำงาน  โดยอันดับต้นๆ ได้แก่ รายได้ การลาหยุดงาน สวัสดิการต่างๆ  และสอดคล้องกับที่ Herzberg (อ้างใน อรุณ รักธรรม, 2527,หน้า 290-294) ที่ค้นพบว่า ปัจจัยจูงใจในการทำงานหรือทำให้เกิดภาวะพึงพอใจ ได้แก่ ความสำเร็จอันแสดงให้เห็นโดยความก้าวหน้า และความเจริญในหน้าที่การงานและปัจจัยด้านเงินเดือนก็เป็นส่วนที่สำคัญในประเด็นดังกล่าวนี้ด้วย อีกทั้ง  นพพงษ์ บุญจิตราดุลย์ (2529, หน้า 120) ยังได้สรุปไว้ว่า องค์ประกอบที่จะทำให้บุคลากรในหน่วยงานมีขวัญและกำลังใจที่ดีหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับ องค์ประกอบหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่อง สิ่งตอบแทนที่บุคคลได้รับจากการทำงานว่ามีความเหมาะสม เพียงใด นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับทฤษฎีการจูงใจหรือทฤษฎีค้ำจุนของ Herzberg (อ้างใน อุดม จุลสัตย์ , หน้า 120) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ให้กรอบแนวคิดเกี่ยวกับการจูงใจบุคลากร โดยได้กล่าวถึง
ปัจจัยค้ำจุนซึ่งเป็นปัจจัยที่จะคงไว้ซึ่งแรงจูงใจในการทำงานของบุคคลให้มีอยู่ตลอดเวลา โดยปัจจัยค้ำจุนอันดับแรกสุดได้แก่เรื่อง เงินเดือนและการเลื่อนขั้นเงินเดือน  ดังนั้นจึงสอดคล้องกับผลการวิจัยที่พบว่า ปัจจัยด้านเงินเดือนและสวัสดิการเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นมากที่สุด


ปัญหาด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงาน
  ผลการวิจัยสรุปว่า ปัญหาอันดับที่สองที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ได้แก่ ปัญหาด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นส่วนใหญ่เห็นว่าสิ่งอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานนั้นเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของงานนั้นๆ  ผลการวิจัยครั้งนี้สอดคล้องกับที่ สรายุทธ แก้วพวงทอง (2538) ได้ศึกษาเรื่องขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ของอาจารย์วิทยาลัยครูเชียงใหม่ ซึ่งพบว่า โดยภาพรวมขวัญและกำลังใจของอาจารย์อยู่ในระดับ ปานกลาง แต่มีบางประเด็นที่อยู่ในระดับต่ำคือ การขาดแคลนวัสดุและอุปกรณ์การสอน ซึ่งส่งผลให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไม่บรรลุผลตามเป้าประสงค์เท่าที่ควร  นอกจากนี้จากผลการวิจัยดังกล่าวยังสามารถวิเคราะห์ได้ว่า วิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเป็นวิทยาลัยเปิดใหม่ มีเนื้อที่จำกัด แต่มีอัตราการขยายสายงานที่รวดเร็ว โดยเฉพาะด้านจำนวนบุคลากรและเทคโนโลยี ประกอบกับจำนวนนักศึกษาที่เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้สิ่งอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานเอื้ออำนวยต่อบุคลากรได้ไม่ทั่วถึง ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้วิทยาลัยได้ตระหนักถึงความจำเป็นและเร่งปรับปรุงระบบสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน เพื่อให้ได้มาตรฐานสากลว่าด้วยการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาต่อไป

ปัญหาด้านนโยบาย
ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นเป็นลำดับที่สาม ได้แก่ ปัญหาด้านนโยบาย  ซึ่งบุคลากรระบุว่าส่วนใหญ่มีปัญหาเกี่ยวกับภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมากที่สุด รองลงมาได้แก่ปัญหาเกี่ยวกับการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง ปัญหาเกี่ยวกับ การให้ความสนับสนุนและโอกาส  ปัญหาเกี่ยวกับการให้ข้อมูลข่าวสาร  ปัญหาเกี่ยวกับกฏระเบียบ ข้อบังคับ  และปัญหาเกี่ยวกับสายการบังคับบัญชาและอำนาจที่ได้รับ ตามลำดับ จากประเด็นปัญหาย่อยดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าเป็นปัญหาระดับที่เกี่ยวกับการนำนโยบายไปปฏิบัติใช้ทั้งสิ้น เนื่องจากอาจมีความเป็นไปได้ว่า อุปสรรคที่เกิดจากการสื่อสารในการมอบหมายภาระงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาการนำนโยบายหลักไปบังคับใช้กับผู้ปฏิบัติงานจริงๆ ปัญหาดังกล่าวนี้สอดคล้องกับงานวิจัยของ เดช กาญจนางกูร (2526) ที่ได้ศึกษาความพอใจในงานของอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งพบว่า อาจารย์มีความพอใจในงานระดับปานกลาง โดยพอใจต่อปัจจัย 6 ประการคือ ลักษณะของงาน ความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน สถานะความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน เงินเดือน และการบังคับ บัญชา ตามลำดับ ส่วนปัจจัยที่อาจารย์ไม่พอใจมี 4 ประการ หนึ่งในนั้นคือปัญหาด้านนโยบายและ การบริหาร  จากผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาด้านนโยบายนี้เป็นปัญหาหลักๆของหน่วยงานหรือองค์กร ที่จะต้องร่วมกันหาสาเหตุและแนวทางแก้ไข เพื่อปรับปรุงและพัฒนาองค์กรให้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป

ปัญหาด้านสภาพการทำงานและลักษณะงาน
ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาด้านสภาพการทำงานและลักษณะงาน เป็นปัญหาอันดับที่สี่ที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น  โดยพบว่า บุคลากรส่วนใหญ่มีปัญหา เกี่ยวกับความก้าวหน้ามากที่สุด รองลงมาได้แก่ปัญหาเกี่ยวกับจำนวนผู้ปฏิบัติงาน ปัญหาเกี่ยวกับ ความเหมาะสมของปริมาณงาน ปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคง ปัญหาเกี่ยวกับระบบงาน  และปัญหา เกี่ยวกับความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน  ผลสรุปดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น    มีความมุ่งมั่นและจริงจังต่อการปฏิบัติหน้าที่ เพราะอย่างน้อยบุคคลส่วนใหญ่ก็คำนึงถึงความเจริญก้าวหน้ในตำแหน่งหน้าที่การงาน  สาเหตุหนึ่งสันนิษฐานได้ว่า บุคลากรวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยช่วงเริ่มต้นการทำงาน  มีอายุงานน้อย ประสบการณ์น้อย ย่อมต้องการแสวงหาความก้าวหน้าในหน้าที่การงานเพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงในการทำงาน  แต่บุคลากรส่วนใหญ่ก็เข้าใจสภาพการณ์ดีว่าวิทยาลัยกำลังเริ่มเติบโต ดังนั้นกระบวนการทำงานหรือสายงานทุกแผนกก็คงต้องดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป  อย่างไรก็ตามผลการวิจัยดังกล่าวนี้ได้สอดคล้องกับที่ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2535,หน้า 145-147) ได้สรุปถึงปัจจัย 3 ประการที่ความพึงพอใจในการทำงานมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย  หนึ่งในนั้นได้แก่ ปัจจัยด้านงาน ซึ่งกล่าวถึงลักษณะของงาน ทักษะในการทำงาน ฐานะทางวิชาชีพ ความชัดเจนและเป้าหมายของงาน
ในเรื่องของปัญหาด้านสภาพการทำงานและลักษณะของงานนี้ มีแนวทางแก้ไขที่น่าจะทำได้ไม่ยากนัก กล่าวคือผู้บริหารควรเร่งสร้างความพึงพอใจและความศรัทธาให้บุคคลเกิดความพึงพอใจ ในการปฏิบัติงาน ซึ่งปัจจัยด้านบุคคลนั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ หรืออาจจะต้องใช้ระยะเวลา โดยสามารถสรรหาและพิจารณาบุคคลให้เหมาะสมกับงานที่ทำได้ ในขณะที่ปัจจัยด้านงานก็ควรมี สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ผู้บังคับบัญชาให้การสนับสนุน มีอิสระในการทำงาน มีการสับเปลี่ยนงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเบื่อหน่ายงาน  ส่วนปัจจัยด้านการจัดการและบริหารงานนั้น ความเป็น ประชาธิปไตยของหัวหน้างาน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความมั่นคง สวัสดิภาพในการทำงาน การเลื่อนตำแหน่ง รายรับหรือค่าจ้าง ค่าตอบแทน เหล่านี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะเพิ่มความพึงพอใจ ในการปฏิบัติงานให้มากขึ้น

ปัญหาด้านสถานที่
ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาด้านสถานที่เป็นปัญหาลำดับที่ห้าที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรมากที่สุด  โดยพบว่า บุคลากรมีปัญหาเกี่ยวกับที่จอดรถมากที่สุด รองลงมาได้แก่ปัญหา เกี่ยวกับห้องน้ำ ปัญหาเกี่ยวกับที่พักผ่อนหย่อนใจ ปัญหาเกี่ยวกับห้องทำงาน ปัญหาเกี่ยวกับห้องเรียน (เฉพาะงานสอน)  ปัญหาเกี่ยวกับศูนย์อาหาร  ปัญหาเกี่ยวกับห้องปฏิบัติการ(เฉพาะงานสอน)  ปัญหาเกี่ยวกับห้องสมุด ตามลำดับ   ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ เดช กาญจนางกูร (2526) ที่ได้ศึกษาความพอใจในงานของอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า ปัจจัยที่อาจารย์ไม่พอใจมี 4 ประการ หนึ่งในนั้นได้แก่ ปัญหาด้าน สภาพแวดล้อมของที่ทำงาน ซึ่งรวมทั้งอาคารสถานที่และความสะดวกสบายในการใช้สถานที่บริเวณต่างๆของมหาวิทยาลัยด้วย  นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ  ณรงค์ สงวนพงษ์ (2539) ที่ได้ศึกษาความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยผลการวิจัยพบว่า ทั้งในด้านปัจจัยจูงใจ และปัจจัยอนามัย อยู่ในระดับมาก ส่วนที่ไม่แน่ใจว่ามีความพึงพอใจมี 3 ประเด็น และหนึ่งในนั้นคือประเด็นด้าน สภาพแวดล้อมของงาน 

ข้อเสนอแนะการวิจัย
  ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. หากมีความเป็นไปได้ คณะผู้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัญหาการปฏิบัติงานของบุคลากรควรเก็บแบบสอบถามจากบุคลากรทุกสายงานให้ได้ครบทุกคน เนื่องจากข้อมูลที่ได้จะได้ครบถ้วนสมบูรณ์และเป็นประโยชน์ต่อการสรุปและอภิปรายผลอย่างแท้จริง
2. การวิจัยลักษณะนี้ควรให้เวลาสำหรับการกรอกข้อมูลอย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นลักษณะของการให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ บุคลากรทุกคนต้องมีเวลาสำหรับคิดทบทวนถึงการปฏิบัติงานฝนรอบปีที่ผ่านมา การใช้เวลาเก็บรวมรวมข้อมูลที่จำกัดจะทำให้ได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน และไม่ทราบรายละเอียดปลีกย่อยที่แท้จริง
  ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัย
1. ควรศึกษาเปรียบเทียบปัญหาหรือความพึงพอใจในการปฏิบัติงานระหว่างบุคลากรสนับสนุนการสอนและบุคลากรฝ่ายสอน เพื่อให้เห็นถึงลักษณะปัญหาหรือความพึงพอใจอย่างชัดเจน
2. นอกจากหัวข้อ ปัญหารการปฏิบัติงานแล้ว ควรวิจัยในหัวข้อ ขวัญและกำลังใจ หรือสภาพความพึงพอใจ ตลอดจนสภาพที่เป็นจริงและความคาดหวังของบุคลากรที่มีต่อสถาบันการศึกษา หรือแม้กระทั่งหน่วยงานหรือองค์กรอื่นๆ เพื่อนำผลการวิจัยไปปรับปรุงและพัฒนาองค์กรให้เจริญรุดหน้ายิ่งๆขึ้นไป

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

โกวิทย์ พวงงาม. (2529). ความพึงพอใจในการทำงานของพัฒนากร. วารสารชุมชน. กรุงเทพฯ.
จำนง สมประสงค์. (2514). การบริหารพนักงานการเจ้าหน้าที่. พระนคร : แพร่การช่าง. 
จีราภรณ์ กาญจนไพบูลย์. (2526). ความพึงพอใจในงานของบุคลากรสายสนับสนุนสถาบัน
  อุดมศึกษา. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตร์มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ณรงค์ เขื่อนเพชร. (2533). ขวัญในการปฏิบัติงานของข้าราชการฝ่ายธุรการในสังกัดคณะต่างๆ
  ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย
  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ณรงค์ สงวนพงษ์. (2539). ความพึงพอใจในการทำงานของครูโรงเรียนเอกชน
อำเภอเมืองเพชรบูรณ์. การค้นคว้าแบบอิสระ ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
เดช กาญจนางกูร. (2525). ความพอใจในงานของอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ทองอินทร์ วงศ์โสธร. (2523). ปัจจัยที่ส่งผลความไม่พึงพอใจในการดำรงตำแหน่งภาควิชา
  ในวิทยาลัยครูเชียงใหม่ วิทยาลัยครูเชียงราย และวิทยาลัยครูลำปาง. วิทยานิพนธ์
  ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
นพพงษ์ บุญจิตราดุลย์. (2529). หลักการบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ : ศูนย์การพิมพ์.
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์. (2535). จิตวิทยาการบริหารงานบุคคล. กรุงเทพฯ : ศูนย์ส่งเสริม.

ปิยพงศ์ มณีศรี. (2531). ความพึงพอใจในการทำงานของข้าราชการสาย ค. มหาวิทยาลัย
  ศิลปากร. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พนัส หันนาคินทร์. (2526). การบริหารบุคลากรในโรงเรียน. กรุงเทพฯ : พิณเณศ.
พิมลรัตน์ ธนรัตนพิมลกุล. (2541). ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครูแนะแนว
  ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สำนักงานประถมศึกษาจังหวัดเชียงใหม่.
  วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
มนูญ ตนะวัฒนา. (2521). การพัฒนาบุคลากรในโลกธุรกิจอุตสาหกรรม.
กรุงเทพฯ : สามัคคีสาส์น.
วิจิตร อาวะกุล. (2526). เทคนิคมนุษยสัมพันธ์. กรุงเทพฯ : เจริญผล.
สมเจตน์ ขันติโชติ. (2529). ขวัญของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานการประถมศึกษา
จังหวัดลำปาง. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
สมพงษ์ เกษมสิน. (2526). การบริหาร. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
สิริวันทน์ ชัยญาณะ. (2536). การบริหารงานบุคคล. โครงการตำราคณะครุศาสตร์ วิทยาลัยครู
  เชียงใหม่.
อรุณ รักธรรม. (2522). หลักมนุษยสัมพันธ์กับการบริหาร. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.
อำนาจ กิติวรรณ. (2533). ขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของครูช่วยราชการในโรงเรียน
ประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดลำพูน. วิทยานิพนธ์
ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

 



งานวิจัย/บทความที่เกี่ยวข้อง


 

ภาพประกอบ
     








 
  หลักสูตร : คณะบริหารธุรกิจ |  คณะศิลปศาสตร์ | คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี | คณะบริหารรัฐกิจ | คณะนิเทศศาสตร์  
      ปริญญาโท MBA | ป.บริหารการศึกษา | ป.วิชาชีพครู | มัคคุเทศก์ | NEC  
  สมัครเรียน : สมัครนักศึกษาใหม่ | โควตา53 | ทุนการศึกษา | เว็บบอร์ด | เงินกู้ กยศ. | สมัครเรียนออนไลน์ | ค่าเทอม  
 
 
หน้าหลัก | ผู้สนใจสมัคร ป.ตรี | ผู้สนใจสมัคร ป.โท | ผู้สนใจสมัคร ป.บัณฑิต-อื่น ๆ | นักศึกษาปัจจุบัน | บุคลากร | ศิษย์เก่า | แผนผังเว็บไซต์

มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น เลขที่ 120 ถ.มหิดล ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50100
โทร. 0-5320-1800-4 แฟกซ์. 0-5320-1810
Copyright © 2010 The Far Eastern University. All rights reserved.