รับสมัครนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2553
 
หน้าหลัก มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น
 
 
กรอกใบสมัครออนไลน์
 
 

ความคิดสร้างสรรค์สร้างได้

   เอกสาร : ไม่มี

เมื่อ : 21 มิ.ย. 2014 - 14:14:03 - มีคนดู 2044 ครั้ง
ประเภท : บทความ
โดย : อ.ปิยาภรณ์ เมืองคำ
 

ความคิดสร้างสรรค์ (CREATIVE THINKING) อ.ปิยาภรณ์ เมืองคำ ภาควิชาสื่อสารการตลาด คณะนิเทศศาสตร์ ทักษะกระบวนการคิดในระดับล่างสุดคือ ระดับความรู้/ ความจำ ซึ่งถือเป็นทักษะการคิดที่ต่ำที่สุด หมายถึง มีเพียงแต่ความรู้ซึ่งสามารถค้นหาได้จากหนังสือ ตำรา เอกสาร หรือแหล่งความรู้ทางอินเทอร์เน็ตที่มีอยู่อย่างมหาศาล จดจำและนำมาใช้ได้ชั่วคราวแต่ไม่สามารถนำความคิดนี้ไปใช้ประโยชน์ได้ เพียงแค่เกิดความรู้ และสามารถหายไปจากความทรงจำได้เมื่อระยะเวลาผ่านไป ทักษะการคิดที่สูงขึ้นคือ ระดับความเข้าใจ หมายถึง เข้าใจว่าความรู้นั้นมีประโยชน์อย่างไร ลำดับขั้นตอนการทำงาน หรือสามารถอธิบายสาเหตุของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้ ทักษะการคิดที่สูงขึ้นกว่าระดับนี้คือ ระดับการประยุกต์ใช้ หมายถึง สามารถนำความรู้ ความเข้าใจที่รู้มามาใช้ในการแก้ปัญหาในเรื่องต่างๆ ในสถานการณ์ใหม่ได้อย่างมีเหตุผล จากระดับทักษะการคิดของคนใน 3 ระดับที่ผ่านมานั้นยังไม่ถือว่าทักษะการคิดขั้นสูง และเป็นที่น่าสังเกตว่าระบบการศึกษาในขณะนี้ รวมไปถึงการเรียนรู้ในการทำงานตามองค์กรโดยส่วนใหญ่จะหยุดอยู่ในทักษะการคิด 3 ระดับนี้เท่านั้น คือ รู้ เข้าใจ ทำได้ และหยุดอยู่ที่การทำได้คือการทำงานซ้ำๆ แบบเดิมทุกวัน หากมีปัญหาก็ใช้ความรู้ความข้าใจที่มีอยู่มาแก้ไขปัญหา จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการไม่พัฒนาหรือการสร้างนวัตกรรมของสินค้า หรือบริการแบบใหม่ ต่อไปเราจะมาดูทักษะการคิดในขั้นสูง ซึ่งอยู่ใน 3 ระดับบนของยอดพีระมิด ได้แก่ ระดับการวิเคราะห์ หมายถึง การบอกรายละเอียดและมีความสามารถในการจำแนกและบอกความแตกต่างของส่วนที่เป็น องค์ประกอบของสถานการณ์หรือข้อมูล สามารถบอกสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีเหตุผล โดยใช้วิจารณญาณในการตัดสิน บอกถึงผลดี ผลเสียและผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ ระดับการประเมินค่า หมายถึง ความสามารถในการตัดสินคุณค่าหรือการใช้ข้อมูลโดยการใช้เกณฑ์ที่เหมาะสม (สนับสนุนการตัดสินใจด้วยเหตุผล) สามารถบอกได้ว่าสิ่งใดดีกว่ากัน สิ่งใดแย่กว่ากัน สิ่งใดคือความถูกต้อง และสิ่งใดไม่ถูกต้องโดยมีเหตุผลสนับสนุน และทักษะการคิดของคนที่สูงที่สุดคือ ระดับสังเคราะห์ / ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความสามารถในการรวบรวมส่วนย่อยเข้าด้วยกันเพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมด เช่นการพัฒนาสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ การออกแบบปรับปรุงระบบงานให้สามารถทำงานได้ดีขึ้น สะดวกขึ้น ลดค่าใช้จ่าย โดยอาศัยพื้นฐานจากความรู้ ความเข้าใจ การประยุกต์ใช้ทฤษฎี การวิเคราะห์ถึงผลประโยชน์ และข้อเสีย และการประเมินค่า จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะทำให้เราเข้าใจได้ว่า การที่จะสร้างสรรค์จินตนาการนั้นต้องอาศัยพื้นฐานจากความรู้ ความเข้าใจ และฝึกการคิดอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งที่น่าสงสัยนั้นคือ องค์กรเหล่านั้นมีวิธีการอย่างไรเพื่อให้บุคลากรในองค์กรเกิดการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของตนเองอยู่เสมอๆ ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกองค์กรจะสามารถปฏิบัติได้เหมือนกัน แม้ว่าจะมีแนวทางหรือนโยบายออกมาโดยการที่ส่งบุคลากรไปอบรมเพื่อให้ได้รับ ความรู้เพิ่มเติมขึ้นแต่ความรู้ที่ได้รับนั้นอาจไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาองค์กร ซึ่งเป็นการสูญเสียเงินงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ โดยก่อนที่จะกล่าวถึงวิธีการในการสร้างความคิดเชิงสร้างสรรค์ของบุคลากรใน องค์กร เราจะมาดูกันว่าระดับขั้นตอนการคิดและการเรียนรู้ของคนที่เกิดขึ้นนั้นมีที่ มาอย่างไร ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างน่าอัศจรรย์ มีทฤษฎีของ เบนจามิน บลูม อาจารย์มหาวิทยาลัยชิคาโก ได้นำเสนอ “Taxonomy of Educational Objectives” ที่ต่อมา ได้เป็นที่รู้จักกันดีทั่วไปคือ Bloom’s Taxonomy ได้แยกระดับทักษะของกระบวนการคิดของคนไว้ 6 ระดับ ลักษณะความคิดสร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์เป็นลักษณะความคิดแบบอเนกนัย(Divergent Thinking)คือการคิดหลายๆแง่หลายๆทาง คิดให้มากที่สุดเท่าที่จะนึกได้ เป็นการมองปัญหาในแนวกว้างเหมือนกับแสงอาทิตย์ที่แผ่รัศมีออกรอบด้าน คนที่มีความคิดสร้างสรรค์นั้นจะเป็น คนที่มีความคิดริเริ่ม(Originality) คือมีความคิดที่แปลกใหม่ต่างจากความคิดธรรมดาของคนทั่วๆไป มีความคิดยืดหยุ่น(Flexibility) คือมีความสามารถในการคิดหาคำตอบได้หลายทิศทางหลายแง่หลายมุม มีความคิดคล่องแคล่ว(Fluency) คือสามารถคิดหาคำตอบได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว รวดเร็ว และได้คำตอบมากที่สุดในเวลาที่จำกัด มีความคิดละเอียดลออ(Elaboration) คือการคิดได้ในรายละเอียดเพื่อขยายหรือตกแต่งความคิดหลักให้ได้ความหมายที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น กระบวนการคิดสร้างสรรค์(Creative process) กระบวนการคิดสร้างสรรค์คือ วิธีคิดหรือกระบวนการทำงานของสมองที่มีขั้นตอนต่างๆในการคิดแก้ปัญหาจนสำเร็จ ซึ่งมีหลายแนวคิดเช่น Wallas ได้เสนอว่ากระบวนการของความคิดสร้างสรรค์เกิดจากการคิดสิ่งใหม่ๆโดยการลองผิดลองถูก ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือ 1. ขั้นเตรียมการ คือการข้อมูลหรือระบุปัญหา 2. ขั้นความคิดกำลังฟักตัว คือการอยู่ในความสับสนวุ่นวายของข้อมูลที่ได้มา 3. ขั้นความคิดกระจ่างชัด คือขั้นที่ความคิดสับสนได้รับการเรียบเรียงและเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ทำให้เห็นภาพรวมของความคิด 4. ขั้นทดสอบความคิดและพิสูจน์ให้เห็นจริง คือขั้นที่รับความคิดเห็นจากสามขั้นแรกข้างต้นมาพิสูจน์ว่าจริงหรือถูกต้องหรือไม่ Roger von Oech เจ้าของบริษัทความคิดสร้างสรรค์ในอเมริกาได้กล่าวถึงกระบวนการคิดสร้างสรรค์ โดยแยกความคิดออกเป็น 2 ประเภทคือความคิดอ่อนและความคิดแข็ง ความคิดอ่อน ความคิดแข็ง อุปมาอุปมัย หลักการ ความฝัน เหตุผล ความขำขัน ความแม่นยำ ความคลุมเครือ ความสม่ำเสมอ การเล่น การทำงาน การประมาณการ ความพอดิบพอดี ความใฝ่ฝัน ความเป็นจริง ความขัดแย้ง ตรงไปตรงมา การสังหรณ์ใจ การวิเคราะห์ โดยทั่วไป อย่างเฉพาะเจาะจง อย่างเด็ก อย่างผู้ใหญ่ ความคิดแข็งนั้นจะมีคำตอบที่ถูกหรือผิดอย่างแน่นอน แต่ความคิดอ่อนนั้นอาจมีคำตอบที่ถูกหลายอย่าง ซึ่งฟอนโอชได้กล่าวถึงกระบวนการคิดสร้างสรรค์ไว้ว่าประกอบด้วย 2 ขั้นตอนคือ กระบวนการเพาะตัวและกระบวนการปฏิบัติการ โดยกระบวนการเพาะตัวเป็นการสร้างความคิดใหม่ ในขณะที่กระบวนการปฏิบัติการเป็นการใช้ความคิดที่คิดขึ้นมาไปปฏิบัติงานจริง ความคิดอย่างอ่อนเป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับกระบวนการเพาะตัว ซึ่งเป็นระยะที่กำลังมองหาความคิดใหม่ๆ เป็นการมองที่กว้างๆเพื่อหาวิธีการต่างๆมาใช้เพื่อการแก้ปัญหา ส่วนความคิดอย่างแข็งนั้นมักใช้ในช่วงการปฏิบัติงานจริงๆ เมื่อต้องการประเมินความคิดและขจัดสิ่งต่างๆที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงในการแก้ปัญหาออกไป ตรวจดูผลดีผลเสียและความเสี่ยงรวมทั้งการเตรียมที่จะเปลี่ยนความคิดให้เป็นการกระทำด้วย ประโยชน์ของความคิดสร้างสรรค์ • ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดแนวทางใหม่ๆในการดำเนินชีวิตและหนทางใหม่ๆในการแก้ปัญหาชีวิตและการทำงาน • ก่อให้เกิดความสนุก เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่ต้องค้นหาวิธีการคิดใหม่ๆขึ้นมาทดแทนความคิดเก่าๆสำหรับโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การที่มนุษย์ต้องคิดอะไรใหม่ๆอยู่เสมอย่อมเป็นเรื่องสนุกเพราะทำให้ชีวิตไม่จำเจ • พัฒนาสมองของคนให้มีความฉลาดเฉียบคม การฝึกการคิดหรือพยายามคิดเรื่องที่แปลกๆใหม่ๆเป็นประจำ จะทำให้เกิดความเฉียบแหลมในการคิดแก้ปัญหาต่างๆเพิ่มขึ้น • สร้างความเชื่อมั่น ความน่านับถือและความพอใจในตัวเองขึ้นมา เมื่อใดก็ตามที่เราพัฒนาขีดความสามารถในการคิดสร้างสรรค์จนสามารถเผชิญหน้าและแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างราบรื่น ก็จะกลายเป็นผู้นำทางด้านความคิดและเกิดความภูมิใจในตนเอง นอกจากนี้ความคิดสร้างสรรค์ยังช่วยยกระดับความสามารถ ความอดทนและความคิดริเริ่มของผู้นำให้เพิ่มมากขึ้นและยังเป็นการพัฒนาความสนใจในงาน พัฒนาการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และพัฒนาชีวิตให้ทันสมัยมากขึ้น อุปสรรคของความคิดสร้างสรรค์ อุปสรรคของความคิดสร้างสรรค์นั้นสามารถแยกได้เป็น 2 ประเภทคือ อุปสรรคภายนอกและอุปสรรคภายใน อุปสรรคภายนอกจะหมายถึง ข้อจำกัดอันเกิดจากขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมและกฏเกณฑ์ของสังคมหรือสภาพแวดล้อมภายนอก ส่วนอุปสรรคภายในนั้นจะหมายถึง นิสัยใจคอ ท่าทีและทัศนคติของคนแต่ละคน อุปสรรคภายนอกจะเกิดขึ้นในลักษณะเช่น ธรรมเนียมที่ไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้ซักถามตามความอยากรู้อยากเห็น ธรรมเนียมของการชอบคิดตามอย่างกันซึ่งถ้าคิดแปลกจากคนอื่นจะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม ธรรมเนียมที่เน้นบทบาทความแตกต่างระหว่างเพศอย่างชัดเจนในเรื่องหน้าที่ของหญิงและชาย วัฒนธรรมสังคมให้ค่านิยมกับความสำเร็จและไม่ยอมรับความล้มเหลวทำให้คนไม่กล้าทดลองทำสิ่งใหม่ๆ การเน้นระเบียบและกฏเกณฑ์มากเกินไปถ้าเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็ถือเป็นความผิดซึ่งขาดความยืดหยุ่นทำให้ไม่กล้าแสดงความคิดสร้างสรรค์ออกมา อุปสรรคภายในที่เกิดขึ้นจากตัวเราเองก็ได้แก่ ความกลัวที่จะถูกตำหนิติเตียนและหาว่าแปลก ความเคยชินการคิดแบบเดิมที่เคยทำอยู่เป็นประจำ การมีอคติหรือมีทัศนะที่คับแคบว่าคำตอบที่ถูกต้องมีเพียงคำตอบเดียว ความเฉื่อยชาและอืดอาดในการเริ่มคิดเริ่มทำทำให้ขาดแรงกระตุ้นที่จะทำสิ่งใหม่ๆ สรุปว่าถ้าเราต้องการจะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเราให้เกิดมากขึ้นก็ต้องพยายามกำจัดอุปสรรคทั้งภายนอกและภายในทิ้งไปให้ได้มากที่สุด การพัฒนาและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ในสมัยก่อนเราเชื่อกันว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นเป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวคนบางคนมาตั้งแต่เกิด แต่พอมาถึงปัจจุบันที่เป็นยุคแห่งวิทยาการทำให้ความเชื่อดั้งเดิมที่มีเคยมีมาปรับเปลี่ยนไป เพราะนักจิตวิทยาส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นเป็นความสามารถที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนตั้งแต่เกิด เพียงแต่มีการแสดงออกหรือมีพัฒนาการมากน้อยต่างกันไป และยังสามารถพัฒนาเพิ่มให้มีมากขึ้นด้วยการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์นั้นอาจทำได้ทั้งทางตรงโดยการสอนและฝึกอบรม และทางอ้อมก็สามารถทำได้ด้วยการจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความเป็นอิสระในการเรียนรู้อย่างเช่น • การส่งเสริมให้ใช้จิตนาการตนเอง • ส่งเสริมและกระตุ้นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง • ยอมรับความสามารถและคุณค่าของคนอย่างไม่มีเงื่อนไข • แสดงให้เห็นว่าความคิดของทุกคนมีคุณค่า และนำไปใช้ประโยชน์ได้ • ให้ความเข้าใจ เห็นใจและความรู้สึกของคนอื่น • อย่าพยายามกำหนดให้ทุกคนคิดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน • ควรสนับสนุนผู้คิดค้นผลงานแปลกใหม่ได้มีโอกาสนำเสนอ • เอาใจใส่ความคิดแปลกๆของคนด้วยใจเป็นกลาง • ระลึกเสมอว่าการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ต้องค่อยเป็นค่อยไปและใช้เวลา เทคนิคการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์นั้นมีเทคนิคที่ใช้กันอยู่หลายวิธีการด้วยกันอันได้แก่ • การระดมสมอง(Brainstorming) เป็นเทคนิคเพื่อรวบรวมทางเลือกและการแก้ปัญหา โดยให้โอกาสในการคิดอย่างอิสระที่สุดและไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆระหว่างการคิด เพราะการวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นการขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ • การปลูกฝังความกล้าที่จะทำสิ่งสร้างสรรค์ เป็นเทคนิคที่ใช้การตั้งคำถามง่ายๆเพื่อให้ให้คิดโดยจัดให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น เมื่อฝึกฝนมากเข้าก็จะช่วยในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้มีมากขึ้น • การสร้างความคิดใหม่ เป็นอีกเทคนิคหนึ่งโดยใช้การแจกแจงวิธีการในการแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งมาให้ได้ 10 วิธีการ จากนั้นก็แบ่ง 10 วิธีการที่ได้ออกเป็นวิธีการย่อยๆลงไปอีก เพื่อให้ได้ทางเลือกหรือคำตอบที่ดีที่สุด • การตรวจสอบความคิด เป็นเทคนิคที่ใช้การค้นหาความคิดหรือแนวทางที่ใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ โดยการตรวจสอบความคิดของผู้ที่เคยทำไว้แล้ว การคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ กิลฟอร์ด ได้กล่าวถึงบุคลิกภาพของคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ว่า จะต้องมีความฉับไวที่รู้ปัญหาและมองเห็นปัญหา มีความว่องไวและสามารถจะเปลี่ยนความคิดใหม่ๆได้ง่าย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเป้นกิจกรรมที่สำคัญยิ่งของชีวิตที่ต้องทำให้สำเร็จลุล่วงจึงจะทำให้ชีวิตสามารถดำเนินไปได้อย่างมีความสุข ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยปกติคนเราทั่วไปมักเลือกวิธีการที่จะเลี่ยงปัญหามากกว่าการเผชิญปัญหา ซึ่งถ้าคนเรารู้จักที่จะเรียนรู้การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ก็จะมีชีวิตที่สนุกสนานร่าเริงและความสุขมากยิ่งขึ้น การคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์นั้นประกอบไปด้วยกระบวนการคิด 4 ขั้นตอนคือ • การค้นหาความหมายของปัญหา ขันตอนนี้จะมีความสำคัญมาก เพราะถ้าเรารู้ว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริง ก็สามารถหาหนทางในการแก้ได้ตรงมากขึ้น อีกทั้งทำให้เกิดความมั่นใจมองเห็นปัญหาได้ทะลุปรุโปร่ง อันจะทำให้ได้คำตอบที่ชัดเจนและเป็นการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ด้วย • การเปิดใจกว้างเพื่อนำไปสู่วิธีการแก้ไขปัญหา นักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์จะทำการคัดเลือกความคิดเห็นและข้อมูลต่างๆไว้เป็นจำนวนมากก่อนที่จะพิสูจน์แยกแยะให้ได้ความคิดเห็นที่ดีที่สุด ดังนั้นคนเราจึงต้องแสวงหาและเปิดประตูสู่ความคิดไมว่าจะเป็นจากการอ่าน การสังเกตและการทำงานร่วมกัน • การพิสูจน์แยกแยะให้ได้ความคิดเห็นที่ดีที่สุด การคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์นั้นมักต้องใช้วิธีแก้ปัญหาหรือคำตอบที่ดีกว่าหรือมากกว่าวิธีการแก้ปัญหาหรือคำตอบที่ได้มาครั้งแรกเพียงอย่างเดียว เพราะความคิดเห็นและข้อมูลที่สำคัญๆนั้นมีอยู่อย่างมากมาย จึงจำเป็นที่จะต้องพยายามให้ได้มาซึ่งความคิดเห็นที่ดีที่สุดโดยการแยกแยะและคัดเลือกออกมาเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ดีที่สุด • การเปลี่ยนความคิดเห็นให้เป็นการกระทำ จุดมุ่งหมายสำคัญของการแก้ปัญหาก็คือการเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นไปสู่การปฏิบัติจริง คนส่วนใหญ่มีความคิดสร้างสรรค์แต่ไม่เคยนำไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งกระบวนการคิดสร้างสรรค์นั้นไม่ได้จบลงแค่คิดในใจ การเปลี่ยนความคิดไปสู่การปฏิบัตินั้นต้องเอาชนะอุปสสรคหลายอย่าง เช่นความไม่มั่นใจในตัวเอง ความขลาดกลัว และต้องมีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวในความเพียรไม่ว่าจะใช้เวลานานสักเท่าใด ก็จะไม่แปรเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ที่ได้เพาะตัวเป็นรูปร่างและติดตามจนกระทั่งเกิดความสมบูรณ์ในทางปฏิบัติ สรุป การคิดแบบสร้างสรรค์และมีจินตนาการทำให้การคิดการแก้ปัญหาและการคิดหลายรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปแต่ที่สำคัญการคิดที่ดีนั้นควรคิดแก้ปัญหาในทุกๆด้านในชีวิตประจำวันได้อย่างสร้างสรรค์

งานวิจัย/บทความที่เกี่ยวข้อง


 

ภาพประกอบ
     








 
  หลักสูตร : คณะบริหารธุรกิจ |  คณะศิลปศาสตร์ | คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี | คณะบริหารรัฐกิจ | คณะนิเทศศาสตร์  
      ปริญญาโท MBA | ป.บริหารการศึกษา | ป.วิชาชีพครู | มัคคุเทศก์ | NEC  
  สมัครเรียน : สมัครนักศึกษาใหม่ | โควตา53 | ทุนการศึกษา | เว็บบอร์ด | เงินกู้ กยศ. | สมัครเรียนออนไลน์ | ค่าเทอม  
 
 
หน้าหลัก | ผู้สนใจสมัคร ป.ตรี | ผู้สนใจสมัคร ป.โท | ผู้สนใจสมัคร ป.บัณฑิต-อื่น ๆ | นักศึกษาปัจจุบัน | บุคลากร | ศิษย์เก่า | แผนผังเว็บไซต์

มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น เลขที่ 120 ถ.มหิดล ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50100
โทร. 0-5320-1800-4 แฟกซ์. 0-5320-1810
Copyright © 2010 The Far Eastern University. All rights reserved.